ข้อความต้นฉบับในหน้า
จดหมาย
จากผู้อ่าน
๒๔ ค. ๒๙ ซ. อาทรอุปถัมภ์ ถ.ประชาราษฎร์
สาย ๑ บางซื่อ ดุสิต กทม. ๑๐๔๐๐
๒๕ เมษายน ๒๕oe
เรียน กองบรรณาธิการ วารสาร “กัลยาณมิตร"
ที่นับถือ
จากแรงบันดาลใจ ในความชอบเขียน
บทกวีอยู่เนืองนิจ ประกอบกับแรงกระตุ้นของ
พี่สาว (พี่น้อย นุชภา สุขคตะ) และคุณแม่
(คุณแม่ยุพิน สุขคตะ) ทำให้ข้าพเจ้าจึงเขียนบท
กวีเกี่ยวกับธรรมะกลาย ๆ ส่งมายังคอลัมน์
"ธรรมกวี” ๒ เรื่อง ได้แก่ “กรุ่นกลิ่นกรอง
ธรรม” เป็นโคลงสี่สุภาพ ความยาว ๓ บท
ซึ่งแต่เดิมข้าพเจ้าได้เขียนไว้ในชื่อว่า “กรุ่น
กลิ่นดำกรอง” มีความยาว ๒ บท คือมีเนื้อ
หาที่เทิดทูนบทกวีว่ามีความหอมยิ่งกว่ามวล
ผกาใด ๆ ต่อมาเมื่อซึมซาบกับพระพุทธศาสนา
มากขึ้น จึงมองเห็นว่า “พระธรรม” เป็นสิ่ง
ที่หอมชื่นยิ่งกว่าบทกวีใด ๆ การนำโคลงชุด
นี้ส่งมา ก็เพื่อจะเทิดทูนพระพุทธศาสนาใน
ความรู้สึกส่วนตัวของคนที่รักบทกวียิ่งชีวิตคน
หนึ่ง ที่ไม่เคยมองเห็นสิ่งใดมีค่ากว่าการได้ดื่ม
คำกรอง แต่ในที่สุดก็ยอมให้แก่รสพระธรรม
เพียงสิ่งเดียว กับอีกเรื่องหนึ่งนั้น ชื่อเรื่องว่า
“เหนือฝั่งมหานที” ไม่ทราบว่าจะมีความ
เกี่ยวพันกับเนื้อหาเชิงธรรมะได้หรือไม่ แต่ข้าพ
เจ้าเขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจทางธรรมะ
โดยตรง แรงบันดาลใจดังกล่าวนี้เนื่องมาจาก
การที่คุณแม่กับพี่กำลังสนทนาธรรมอยู่ในเรื่อง
เกี่ยวกับว่า มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาล้วนแล้วแต่
มีความทุกข์ เสมือนอยู่กลางทะเลกว้าง ฉะนั้น
ขอให้เราจงพยายามหาทางขึ้นสู่ฝั่ง แล้ว
220
ยืนมองดูความทุกข์นั้นอย่างเข้าใจ ซึ่งการขึ้น
ฝั่งนี้มิใช่ว่าจะหลีกหนีทุกข์ได้เสมอไป แต่ก็ยัง
ดีกว่าการที่จะชีวิตอยู่ในห้วงทุกข์นั้น เมื่อข้าพ
เจ้าได้ฟังก็นำมาพินิจว่าเป็นความรู้ใหม่สำหรับ
ข้าพเจ้า จึงได้นำมาผูกร้อยเรียงเป็นบทกวีขึ้น
ซึ่งข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขียนนั้นเป็นสัจธรรม
จริงแท้หรือไม่ เพียงใด เพราะมีการปรุงแต่ง
ให้ซับซ้อนขึ้น มิได้ชัดเจนดั่งที่คุณแม่ปรารภ
ด้วยภาษาง่ายๆ
กรุ่นกลิ่นกรองธรรม
หอมเอยหอมกลิ่นไม้ มวลผกา
กรองกลั่นพวงบุปผา กรุ่นแพร้ว
พายพัดผ่านรำพา
บุปผชาติรำเพยแล้ว ผ่องพื้นเพ็ญโพยม
ทวนกลิ่นลมลำพอง
พรม
น
ความหอมหอมท่อนเพียง คำกรอง
พร่างฟ้า
หอมทวนทิพย์แสงทอง
สายทิพย์
หอมกลิ่นกรองกล้า กว่า ไม้มวลหอม
ลมกับโลกมลายหมด
มอดไร้
แสงธรรมสูดกลิ่นชุด ก๋าชาย
"เพ็ญ ภัคตะ"
(นางสาวเพ็ญสุภา สุขคตะ)
จะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ารู้สึกว่าอิ่มเอม
ใจที่ได้นำความถนัดความสามารถมารับใช้
พระพุทธศาสนาบ้าง อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้
ชีวิตของข้าพเจ้าไม่ไร้ค่าจนเกินไป
ค่ากรองหอมท่อนแม้น ธรรมรส
หอมกรุ่นกลบกลิ่นไม้ กว่าแก้วคำกรอง
“เพ็ญ ภัคตะ
เหนือฝั่งมหานที
กลางมหาชลาลัยไหลเชี่ยวกราก
มนุษย์ฝังชีพฝากกับชลสินธุ์
ห้วงนทีคลี่คลุมสุมชีวิน
ล้วนหลงทางร้างเร่ลมเซซัด
รอยความกระหน่ำโถมโรมฤทัย
เห็นแสงธรรมนำชีวาพาชีวิ
เหนือฝั่งธารมีพานพ้นมนต์อำพราง
เพราะฝูงชนยังว่ายวนในชลเวิ้ง
มิรู้สิ้นขอบทุกข์สุดเขตใด
เกลียวคลื่นพัดมิอาจพ้นไปหนไหน
ล่องลอยไปในห้วงมหานที่
จึงหมายฝากชีพฝ่าธารวิถี
ดั่งเปลวเทียนริบหรี่ชี้รอยทาง
ลากระแสเชี่ยวกรากเคยขวากขวาง
ความอ้างว้างมีร้างลบบนภพนี้
มองเห็นหวังรังรองสองฝั่งฟาก
จึงลาห้วงบ่วงกรรมจ่าพลัดพราก
รายระเริงเหลิงทุกข์หลงสุข
หรือยังมีความหวัง....เหนือฝั่งชล
“เพ็ญ ภัคตะ”
จะอยู่กลางหว่างห้วงมหานที
มิถุนายน ๒๕๐
Kalyanamitra.org