พระราชภาระของพระมหากษัตริย์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 6 หน้า 34
หน้าที่ 34 / 124

สรุปเนื้อหา

ขึ้นคือวันอาทิตย์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๙ ทรงอยู่ในฐานะ พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในบันทึกส่วนพระองค์ทรงบันทึกไว้ว่า “ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเป็นกษัตริย์ คิดเพียงจะ เป็นน้องของพี่เท่านั้น...” ท่ามกลางความวิปโยคเพียงแทบดวงพระราชหฤทัย แตกสลาย ความรันทดทุกข์ทนแสนสาหัส เสียงร้องทูลขอ สัญญาจากประชาชนนั้นดังก้องขึ้นท่ามกลางบรรยากาศท้อแท้ สิ้นหวัง “อย่าละทิ้งประชาชน....” เสียงนั้นดุจเสียงสวรรค์ดัง สะท้อนก้องสู่กลางดวงพระหฤทัยยุวกษัตริย์ ตรึงตราอยู่เช่นนั้น ชั่วนิรันดร...ต่อความสำนึกในพระราชภาระอันยิ่งใหญ่ที่ทรงมี ต่อประชาชน ต่อแผ่นดินเสมอมา ทำให้ทรงมีน้ำพระทัยเด็ด เดี๋ยวหาญกล้า เข้ามายืนหยัดรับหน้าที่อันหนักหนาสืบต่อจาก พระบรมเชษฐาธิราชอย่างเต

หัวข้อประเด็น

- พระราชภาระของพระมหากษัตริย์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

๓๒ ขึ้นคือวันอาทิตย์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๙ ทรงอยู่ในฐานะ พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในบันทึกส่วนพระองค์ทรงบันทึกไว้ว่า “ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเป็นกษัตริย์ คิดเพียงจะ เป็นน้องของพี่เท่านั้น...” ท่ามกลางความวิปโยคเพียงแทบดวงพระราชหฤทัย แตกสลาย ความรันทดทุกข์ทนแสนสาหัส เสียงร้องทูลขอ สัญญาจากประชาชนนั้นดังก้องขึ้นท่ามกลางบรรยากาศท้อแท้ สิ้นหวัง “อย่าละทิ้งประชาชน....” เสียงนั้นดุจเสียงสวรรค์ดัง สะท้อนก้องสู่กลางดวงพระหฤทัยยุวกษัตริย์ ตรึงตราอยู่เช่นนั้น ชั่วนิรันดร...ต่อความสำนึกในพระราชภาระอันยิ่งใหญ่ที่ทรงมี ต่อประชาชน ต่อแผ่นดินเสมอมา ทำให้ทรงมีน้ำพระทัยเด็ด เดี๋ยวหาญกล้า เข้ามายืนหยัดรับหน้าที่อันหนักหนาสืบต่อจาก พระบรมเชษฐาธิราชอย่างเต็มพระทัย เพราะทรงได้ประจักษ์ ว่า....จากนี้ไปไม่มีทุกข์ไหนจะทุกข์ทนไปกว่านี้อีกแล้ว และใน สายตาของทวยราษฎร์บอกว่าไม่มีใครอีกแล้ว จะเป็นที่ พึ่งนอกจากพระองค์...ที่พึ่งองค์สุดท้ายในขณะนั้น ประชาชน ทั้งแผ่นดินทุ่มเทความหวังมาที่พระองค์จนหมดสิ้น “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะละทิ้งประ ชาชนได้อย่างไร..." คือพระราชสัจจะที่เป็นอมตะวาจาอยู่เหนือกาลเวลา และเป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่แปรเปลี่ยนความโศกเศร้าสิ้นหวัง ให้กลายเป็นพลังความรับผิดชอบ ความสำนึกในหน้าที่อันสูง ส่งเสมอด้วยแผ่นดิน ทรงแปรความทุกข์ทนให้กลายเป็นการ ให้อภัย ให้พระเมตตาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด... เพื่อประชาชน...ทรง ต้องเป็นเฉกเช่นดวงตะวันอยู่ร่ำไป ไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ให้แสง สว่างแก่ผู้ใดต้องเสมอหน้ากันหมด และไม่มีหลักปกครองใด ๆ จะนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ปวงชนได้เท่ากับ “ทศพิธราช ธรรม” ทำให้พระองค์มั่นพระทัยเป็นอย่างยิ่งว่า “ธรรมะ” เท่านั้นจะนำประเทศของพระองค์ไปสู่ความเป็นอารยชาติ เพราะน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่เสมอด้วยแผ่น ดิน เฉกเช่นพระโพธิสัตว์ผู้สร้างสมบรมโพธิสมภารมานานนับ ภพนับชาติไม่ถ้วน ทำให้ทรงมีพระราชมโนปณิธานอัน แน่วแน่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม” กาลเวลาผ่านไปถึง ๔๒ ปีแล้ว แต่พระสุรสีหนาท ยังดังก้องแผ่นดินไทยและกังวานประทับอยู่ในใจทุกดวง ประชาชนชาวไทยเป็นผู้โชคดีอย่างหาที่เปรียบมิได้ ที่มีพระ มหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นยิ่งกว่ากษัตริย์คือเป็นจอมพรรดิแห่งธรรม ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น อยู่เป็นขวัญแดนโพธิ์ทองของปวงประชา มิ่งขวัญโพธิ์ทองของชนทั่วหล้า ราษฎร์สุขา ก็เพราะพระบารมี ราชาเป็นทั้งมิ่งและขวัญ ข้าอภิวันท์บังคมหวังชมศักดิ์ศรี พระคืนมาเหล่าปวงประชาภักดี พระปิ่นโมลีอยู่เป็นศรีไผท ...เมื่อลมฝนบนฟ้ามาแล้ว ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส ข้าวรพุทธเจ้าชาวไทย ยกกรไหว้แต่ไท้ราชา เราน้อมเกล้าเกศถวายภูมีมอบศิรกราน เทิดภูบาลเอาไว้เหนือฟ้า โพธิ์ทองของชาวไทย อวยพรชัยให้มหาราชา ช่วยกันเปล่งวาจา....ขอให้ทรงพระเจริญ Kalyanamitra.org มิถุนายน ๒๕๓๑
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More