สนธิยืนอยู่ข้างเตียง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 6 หน้า 71
หน้าที่ 71 / 124

สรุปเนื้อหา

สนธิยืนอยู่ข้างเตียงจับมือเธอไว้และร้องไห้ ไปด้วยกัน มือซ้ายบีบแขนสนธิ มือขวาลูบผมน้อง สาวอย่างแผ่วเบา ผมจนปัญญาจริง ๆ ไม่รู้ว่า จะใช้คำพูดใด จึงจะช่วยปลอบสองคนนี้ให้ คลายทุกข์ใจลงได้บ้าง “ถ้าใจของเราพูดได้....” เพียงแต่คิด จู่ ๆ ผมก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ฝ่า มือสองข้างของผม เหมือนกับเป็นสะพาน ทั้งถ่ายทอดแบ่งเบาและเชื่อมใจของเรา สามคนเข้าไว้ด้วยกัน... ขณะที่นรีดึงมือของผมไปแนบแก้มแล้ว “คุณพ่อเคยไปกราบท่านมาแล้วหรือ ครับ” สนธิถามขึ้นมาบ้าง “เคยสองครั้งสมัยพ่อยังหนุ่ม ๆ ตอนนั้น ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักท่านมาก ไม่เหมือนสมัยนี้ จากนั้นมาอีกสองปี เมื่อทราบว่าหลวงปู่ มรณภาพ ผมยังนึกเห็นภาพของนายพลเรือโท ท่านหนึ่ง ซึ่งไปเป็นกรรมการตัดสินกีฬาว่ายน้ำ เนื่องในการแข่งกีฬาที่จังหวัดอุดรธานี ภาพในความทรงจำ

หัวข้อประเด็น

- สนธิยืนอยู่ข้างเตียง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

สนธิยืนอยู่ข้างเตียงจับมือเธอไว้และร้องไห้ ไปด้วยกัน มือซ้ายบีบแขนสนธิ มือขวาลูบผมน้อง สาวอย่างแผ่วเบา ผมจนปัญญาจริง ๆ ไม่รู้ว่า จะใช้คำพูดใด จึงจะช่วยปลอบสองคนนี้ให้ คลายทุกข์ใจลงได้บ้าง “ถ้าใจของเราพูดได้....” เพียงแต่คิด จู่ ๆ ผมก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ฝ่า มือสองข้างของผม เหมือนกับเป็นสะพาน ทั้งถ่ายทอดแบ่งเบาและเชื่อมใจของเรา สามคนเข้าไว้ด้วยกัน... ขณะที่นรีดึงมือของผมไปแนบแก้มแล้ว “คุณพ่อเคยไปกราบท่านมาแล้วหรือ ครับ” สนธิถามขึ้นมาบ้าง “เคยสองครั้งสมัยพ่อยังหนุ่ม ๆ ตอนนั้น ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักท่านมาก ไม่เหมือนสมัยนี้ จากนั้นมาอีกสองปี เมื่อทราบว่าหลวงปู่ มรณภาพ ผมยังนึกเห็นภาพของนายพลเรือโท ท่านหนึ่ง ซึ่งไปเป็นกรรมการตัดสินกีฬาว่ายน้ำ เนื่องในการแข่งกีฬาที่จังหวัดอุดรธานี ภาพในความทรงจำของผมก็คือ ท่าน นั่งคุกเข่าอ่านหนังสือที่ประคองไว้ด้วยมือทั้ง สองข้าง ระหว่างที่หลวงปู่กำลังฉันภัตตาหาร พอเสียงดังกังวานของท่านว่า สุข ทุกข์ ปล่อยเสียงโฮออกมานั้น ผมพยายามแล้ว อยู่ที่ใจ ...ผมก็มองไปที่หลวงปู่ สบตากับท่าน พยายามอีกที่จะกลั้นน้ำตาไว้ในอก แต่กระนั้น ก็ยังอดร้อนผ่าวที่ขอบตาไม่ได้ ...ทุกข์...โศก... คริสต์ ไม่แตกต่างกันเลย... พอดี ดวงตาที่ผ่านการใช้งานมานานกว่า เพราะลูกตายจาก ของแม่ทั้งชาวพุทธและชาว ๙๐ ปีแล้วนั้น มองตรงมายังกลุ่มของเราอย่าง นรีออกจากโรงพยาบาลมาอย่าง คนตัวเปล่า เธอมีสิทธิ์ลาพักได้สองเดือน เหมือนการคลอดปกติ ระยะที่เธอพักฟื้น ร่างกายและจิตใจอยู่ที่บ้าน แรก ๆ มีเพื่อน ๆ มาเยี่ยมเยียนมาก แต่ต่อมาก็ไม่มีใครมาอีก เลย คงเห็นว่าแทนที่จะช่วยให้นรีสบายใจขึ้น กลับแย่ลงจึงไม่อยากมารบกวน “เราไปต่างจังหวัดกันบ้างดีไหมลูก” พ่อถามระหว่างรับประทานอาหารในเย็นวันหนึ่ง “ตามใจคุณพ่อค่ะ” ถึงอย่างไรนรีก็ไม่ เคยทิ้งนิสัยอ่อนโยนเอาใจพ่อ “ไปไหนดีครับ” ผมถาม “โรจน์ไปกับน้องได้ใช่ไหมลูก” ท่าทาง พ่อดีใจที่ผมจะไปด้วย “ครับ ถ้าพ่อไปวันหยุด” “ไปเย็นวันศุกร์กลับวันอาทิตย์ก็ได้ เพื่อนของพ่อเขาชวนไปไหว้หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่อุดรธานี ตอนนี้ท่านไม่ค่อยแข็ง แรงเพราะชรามากแล้ว พ่ออยากไปกราบท่าน อีกสักครั้งก่อนที่จะหมดโอกาส มิถุนายน ๒๕๓๐ แจ่มใส และเต็มไปด้วยความเมตตา แว่บหนึ่งนั้นผมรู้สึกว่า ท่านกำลังบอก ทางแก้ทุกข์ให้กับเรา ก่อนกลับ ผมคลานเข้าไปกราบท่าน ใกล้กว่าคนอื่น เท้าที่หุ้มไว้ด้วยถุงเท้าไหม พรมหนา ๆ สีเหลืองแก่ของท่าน อยู่ห่างจาก ศีรษะของผมไม่ถึงคืบ ท่านก้มลงวางมือเบา ๆ บนศีรษะของผม ใบหน้าระบายด้วยรอยยิ้ม อย่างเมตตา “คุณพ่อคะ หนูอธิษฐานขอพรจาก หลวงปู่ตั้งแยะแน่ะคะ” นรีบอกพ่อด้วยน้ำเสียง แจ่มใส ที่เราไม่ค่อยได้ยินในระยะหลัง ๆ ขณะ ก้าวลงศาลามาด้วยกัน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน ว่า เพียงแค่ได้มาเห็นได้มากราบพระภิกษุ ผู้ทรงศีล ความทุกข์ความเศร้าที่เกาะกุมใจเรา อยู่ ยังลดน้อยถอยลงได้มากถึงเพียงนี้... ระยะหลัง ผมนึกว่าโรค...แปลก... ระหว่างประเทศในแถบเอเชีย ไปเที่ยวชมเมือง เก่าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น ขณะที่ทุกคนกำลังสาละวนอยู่กับการ ถ่ายรูป ผมจึงเดินเลี่ยงออกมาหาที่ยืนหลบ แดดรอ ระหว่างนั้นเองผมก็แว่วได้ยินเสียง ฝีเท้าช้าง ม้า นับร้อยนับพัน และเสียงคนเดิน เท้าอีกนับไม่ถ้วน กำลังมากับพื้น จู่ ๆ ซากปรักหักพังของปราสาท พระราชวัง วัดวาอาราม กำแพงอิฐ ก็ เปลี่ยนไป ทุกอย่างที่เห็นกลายเป็นสิ่ง สมบูรณ์ งดงาม ทรงคุณค่า และทรงศักดิ์ ก้มดูตัวเองแทนที่จะเห็น รองเท้า กาง เกง เสื้อ ชุดซิ่ง ใส่ออกจากบ้านเมื่อเช้านี้ เอา มือซ้ายจับข้อศอกขวา เอามือขวาจับข้อศอก ซ้ายแล้วบีบแรง ๆ ดู ความรู้สึกว่าเป็นตัวเองก็ ยังครบถ้วนอยู่ แต่รองเท้า กางเกง เสื้อเกราะ แบบโบราณและดาบที่สะพายอยู่บนบ่า ดู อย่างไร ๆ มันก็ยังเป็นส่วนประกอบในตัวผม ที่สมจริงไม่เป็นอื่น..... “ขึ้นมาเถอะเกลอ อย่าช้าเลยจะไปไม่ ทันทัพ” ม้าสีดำพ่วงพี่และ “เขา” เจ้าของ เสียงมายืนอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมพยายามเพ่งมองดวงหน้าผู้ที่กำลังเป็น ส่งเชือกม้าให้ ใบหน้าที่เห็นมัว ๆ ในตอนแรก ค่อยชัดขึ้น ๆ วๆ “วิโรจน์ ๆๆ ยูเป็นอะไรหรือเปล่าพวก เราจะไปกันแล้ว" “เดี่ยว” ผมรีบโบกมือไล่เขาออกไป “วิโรจน์...” คราวนี้เขาไม่เรียกเปล่า แต่คว้าแขนของผมไปเขย่าแรง ๆ “ยูพูดอะไร ไอไม่รู้เรื่อง ไปเถอะทุกคนขึ้นรถกันหมดแล้ว” แรงบีบและเสียงดังนั้น ทำลายทุกอย่าง ที่ผมเห็นลงไปชั่วพริบตา เมื่อรถเคลื่อนออก มาพันบริเวณประวัติศาสตร์นั้นแล้ว ผมจึงหัน กลับไปดูอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่คาดคิด ผมกลับเห็นเขายืนนิ่ง ที่ผมเคยเป็นนั้นหายไปแล้ว ที่ไหนได้ วันหนึ่ง อยู่ตรงนั้น... ไม่มีม้า ไม่มีเชือก มีแต่ตัวเขากับ เมื่อผมพาชาวคณะผู้เข้าร่วมสัมมนาโครงการ ซากปรักหักพัง... ber Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More