การดับทุกข์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 6 หน้า 62
หน้าที่ 62 / 124

สรุปเนื้อหา

แล้วมีคนมาบอกเราว่า ที่เราเป็นอย่างนี้ เพราะ มีผีมาจากป่าจากเขามาลงโทษเรา แล้วก็แนะ ให้เราเซ่นไหว้ อ้อนวอนกับผีสางเหล่านั้น เพื่อให้เราหายโรค ซึ่งเสียแรงโง่เปล่า แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ ทรงเป็นเหมือนแพทย์ผู้ชำนาญ เห็นเหตุที่ทำ ให้เกิดโรค เกิดทุกข์ชัดเจน แล้วก็ทรงสอนเราว่า ที่เราป่วยเราทุกข์ ก็เพราะเจ้าตัณหา ซึ่งเปรียบ เหมือนเชื้อโรคนี่เอง ถ้าต้องการหายจากโรค ก็ต้องกำจัดเจ้าเชื้อโรคนั้นให้หมดไป โดย พระองค์ทรงมอบยาที่ไว้ให้เราใช้กำจัดเชื้อโรค นั้นด้วย ซึ่งก็คือ มรรค ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเพื่อ ให้ใจหยุดใจนิ่งปราบทุกข์ได้ รวม ๔ ประการ ได้แก่ ๑. สัมมาทิฐิ มีความเห็นชอบ เบื้อง ต้นคือความเห็นถูกต่าง ๆ เช่น เห็นว่าพ่อแม่มี พระคุณต่อเราจริง ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วจริง โลกนี้โลกหน้ามีจริง ฯลฯ เบื้อ

หัวข้อประเด็น

- การดับทุกข์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

แล้วมีคนมาบอกเราว่า ที่เราเป็นอย่างนี้ เพราะ มีผีมาจากป่าจากเขามาลงโทษเรา แล้วก็แนะ ให้เราเซ่นไหว้ อ้อนวอนกับผีสางเหล่านั้น เพื่อให้เราหายโรค ซึ่งเสียแรงโง่เปล่า แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ ทรงเป็นเหมือนแพทย์ผู้ชำนาญ เห็นเหตุที่ทำ ให้เกิดโรค เกิดทุกข์ชัดเจน แล้วก็ทรงสอนเราว่า ที่เราป่วยเราทุกข์ ก็เพราะเจ้าตัณหา ซึ่งเปรียบ เหมือนเชื้อโรคนี่เอง ถ้าต้องการหายจากโรค ก็ต้องกำจัดเจ้าเชื้อโรคนั้นให้หมดไป โดย พระองค์ทรงมอบยาที่ไว้ให้เราใช้กำจัดเชื้อโรค นั้นด้วย ซึ่งก็คือ มรรค ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเพื่อ ให้ใจหยุดใจนิ่งปราบทุกข์ได้ รวม ๔ ประการ ได้แก่ ๑. สัมมาทิฐิ มีความเห็นชอบ เบื้อง ต้นคือความเห็นถูกต่าง ๆ เช่น เห็นว่าพ่อแม่มี พระคุณต่อเราจริง ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วจริง โลกนี้โลกหน้ามีจริง ฯลฯ เบื้องสูงคือ เห็นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์ นั่นเอง ๒. สัมมาสังกัปโป มีความคิดชอบ คือ คิดออกจากกาม คิดไม่ผูกพยาบาท คิด ไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ ไม่พูด ปด ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกแยก ไม่พูดคำ หยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้ออวดอ้างความดีของตัว หรือทับถมคนอื่น ๔. สัมมากัมมันโต ทำการงานชอบ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และประพฤติ พรหมจรรย์ เว้นจากการเสพกาม ๕. สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีพชอบ คือ เลิก การประกอบอาชีพเลี้ยงชีวิตในทางที่ผิด แล้ว ประกอบอาชีพในทางที่ถูก ๖. สัมมาวายาโม มีความเพียรชอบ คือ เพียรป้องกันบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้ เกิดขึ้น เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้หมด ๒. สัมมาสติ มีความระลึกชอบ คือ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน มีสติรู้ตัวระลึกได้ หมั่น พิจารณา เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อยู่เสมอ ๘. สัมมาสมาธิ มีใจตั้งมั่นชอบ คือ มีใจตั้งมั่นหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ผ่านกาย ในกาย ซึ่งก็คือฌานชั้นต่าง ๆ ไปตามลำดับจน เข้าถึงธรรมกาย ใจหยุดนิ่งตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลาง ธรรมกาย มรรคทั้ง 6 ข้อนี้ ถ้าขยายออกไปแล้ว ก็จะได้แก่คำสอนในพุทธศาสนาทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้าย่อเข้าก็จะได้แก่ไตรสิกขา หัวใจพระพุทธศาสนา ดังนี้ รู้ความดับทุกข์ รู้มรรคมีองค์ ๘ จำได้หมด แต่นี่ยังไม่เรียกว่าเห็นอริยสัจ เป็นแต่เพียง ท่องจำอริยสัจได้เท่านั้น การเห็นอริยสัจ แต่ละข้อจะต้องเห็นถึง ๓ รอบ รวม ๔ อริยสัจ เท่ากับเห็นถึง ๑๒ ครั้ง เราเรียก รอบ ๓ อาการ ๑๒ ของอริยสัจ การเห็นอริยสัจ แปลกกว่าการเห็นอย่าง อื่น คือ เมื่อเห็นแล้วจะสามารถทำได้ด้วย เช่น เห็นสมุทัย เหตุแห่งความทุกข์ว่าคือตัณหา ก็จะเห็นว่าตัณหาควรละ และก็ละตัณหาได้ ด้วย เป็นการเห็นที่บริบูรณ์จริง ๆ ถ้าจะ เปรียบก็เหมือนการรู้เรื่องยา จะเป็นความรู้ที่ บริบูรณ์ ก็ต้องรู้อย่างนี้คือ อริยสัจ ๔ ข้อ เห็นรอบที่ ๑ ว่า เห็นรอบที่ ๒ ว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ตัณหาทำให้เกิดทุกข์จริง ตัณหาควรละ ทุกข์ ทุกข์มีจริง สมุทัย นิโรธมีจริง มรรค นิโรธ นิโรธควรทำให้แจ้ง มรรคทำให้พ้นทุกข์ได้จริง มรรคควรบำเพ็ญให้บริบูรณ์ ศีล แยกออกเป็น สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สมาธิ แยกออกเป็น สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ปัญญา แยกออกเป็น สัมมาสังกัปโป สัมมาทิฐิ มรรคทั้งแปดข้อนี้ให้ปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งว่าเกิดได้ขณะใจหยุดนิ่งเป็นสมาธิ ทำให้เห็นอริยสัจได้อย่างชัดเจน และพ้นทุกข์ ได้ เป็นเรื่องของการฝึกจิตตามวิถีของเหตุผล ไม่ต้องไปวิงวอนพระเจ้าหรือใคร ๆ “ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสัจจ์ ภาเวตพฺพ์” อริยสัจ คือ ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ อันเราพึงบำเพ็ญ ไป เพียรสร้างกุศลคุณความดีที่ยังไม่เกิดให้ การเห็นอริยสัจ เกิดขึ้น และเพียรบำรุงกุศลคุณความดีที่เกิดขึ้น แล้วให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น bo C (พุทธพจน์) อ่านอริยสัจมาถึงตรงนี้ เรารู้แล้วว่า ทุกข์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง อะไรทำให้เกิดทุกข์ เห็นรอบที่ ๒ ว่า ทุกข์ (เรา) ได้รู้แล้ว ตัณหา (เรา) ได้ละแล้ว นิโรธ (เรา) ได้ทำให้แจ้งแล้ว มรรค (เรา) ได้บำเพ็ญให้บริบูรณ์แล้ว รู้ว่า นี่เป็นยา รู้ว่า ยานี้ควรกิน รู้ว่า ยานี้เราได้กินแล้ว การเห็นอริยสัจนี้ พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าตรัสว่า เมื่อเห็นข้อใดข้อหนึ่ง ข้อที่เหลือก็จะ เห็นหมด เช่น เมื่อเห็นทุกข์ ก็จะเห็นสมุทัย นิโรธ มรรค ด้วย เห็นสมุทัย ก็จะเห็นทุกข์ นิโรธ มรรค ด้วย จะเห็นพร้อมกันทั้งหมด เพราะไม่ใช่ การเห็นด้วยตาหรือการนึกคิดเห็นธรรมดา แต่เป็นการเห็นด้วยญาณของธรรมกาย มิถุนายน ๒๕๓๑ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More