ข้อความต้นฉบับในหน้า
อุโบสถวัดบางไส้ไก่หรือวัดลาวในอดีต สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
โดยอินทเสนชาวลาว ที่ถูกต้อนอพยบมาอยู่ ณ บริเวณนี้ ปัจจุบันได้ใช้ที่บางส่วนของวัดเป็นสถานสงเคราะห์เด็กจากชุมชนแออัด
ที่น่าเป็นห่วงถึงอนาคตของชาติมากทีเดียว
แต่ในอนาคตกำลังเตรียมขยายงานเข้าสู่ชุมชน
ที่กำลังประสบปัญหาหนักอีก ๓ แห่งคือ ชุมชนวัด
กัลยาณมิตร ชุมชนกุดีขาว และชุมชนวัดบุปผาราม
พระมหาสมัย ท่านได้เล่าให้ฟังถึงปัญหา
ต่าง ๆ ของชุมชนแออัดเหล่านี้ที่ประสบอยู่คือ
ลูกหลานชาวชุมชนแออัด ภายใต้การบริหารงาน และ
ดูจากพระมหาสมัย จินตโฆสโก แห่งกลุ่มแสงเทียนนี้
"ถ้าเราแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนได้ ก็จะเป็น
การแก้ปัญหาสังคมได้ตั้งแต่ต้นมือ ปัญหาต่าง ๆ ที่
จะตามมาก็จะลดลง และผลพ่วงอีกมากมายที่จะทำ
ให้สังคมปกติสุขน่าอยู่สำหรับทุก ๆ คน” นี้เป็น
ส่วนหนึ่งของความคิดเห็นและอุดมการณ์ของพระหนุ่ม "ชุมชนเหล่านี้เติบโตไวมาก นับวันก็จะมี
นักพัฒนารูปนี้
ประชากรเข้ามาพักอาศัยมากขึ้น จำนวนเด็กและ
งานของท่านและกลุ่มแสงเทียน เริ่มแรกจาก เยาวชนก็สูงขึ้นตามไปด้วย จึงส่งผลให้เกิดปัญหา
การช่วยเหลือเด็กในชุมชนแออัดวัดบางไส้ไก่ก่อนใน ต่าง ๆ ตามมามากมาย ทั้งปัญหาเก่าและปัญหาใหม่
ราว ๆ ปี ๒๕๒๔ แล้วขยายงานไปในชุมชนต่าง ๆ
จนปัจจุบันคือ ชุมชนมัสยิดบ้านสมเด็จ ชุมชน
สามัคคีศรีสุพรรณ ชุมชนซอยสีภูมิ ชุมชนวัดใหญ่
เช่น ปัญหาครอบครัวยากจน เพราะส่วนใหญ่มี
อาชีพรับจ้างรายวัน แม่ค้าหาบเร่ เก็บเศษกระดาษ
ขาย ซึ่งมีรายได้ต่ำและไม่แน่นอน ปัญหาครอบครัว
ศรีสุพรรณ ชุมชนวัดประดิษฐาราม และชุมชนหลัง ขาดความอบอุ่น พ่อแม่ทะเลาะหรือหย่าร้างกัน
โรงเรียนศึกษานารี ซึ่งเป็นชุมชนสุดท้ายที่ท่านและ ปัญหาเด็กเร่ร่อน ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ เสพสิ่ง
คณะได้เข้าไปช่วยเหลือ ทั้ง ๗ ชุมชนนี้มีประชาชน
อยู่อาศัยอย่างหนาแน่นกว่า ๑,๒๐๐ ครอบครัว
ประมาณ ๒ หมื่น 5 พันกว่าชีวิต โดยเป็นเด็ก
และเยาวชนเสียกว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลข
๑๖ กัลยาณมิตร
เสพติด มีการมั่วสุมกันจนกลายเป็น "แก๊ง"
สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม และปัญหาอื่น ๆ
อีกมากมาย
งานช่วยเหลือเด็กของพระมหาสมัย ที่ท่านได้