ข้อความต้นฉบับในหน้า
นวนิยาย
โดย เกษมสุข ภมรสถิตย์
ตั้งแต่เมื่อใด
คืนสภาพปกติแล้ว เพียงแต่ดอกไม้งาม
อย่างไม่รู้สึกหวาดหวั่นแต่อย่างใด.....
ช่อนั้นเท่านั้น ที่ยังคงส่งกลิ่นอยู่รวยริน ฉันทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาร์ในท่าแสนสบาย
ก็ใครจะรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่เล่า... เป็น
จิบกาแฟพลางนึกขึ้นได้... คืนนี้ วันเพ็ญ
ไปอย่างไรที่คุณลุงคนนั้นจะรู้ เพราะฉัน ฉันเดินเอาดอกไม้ไปวางไว้บนโต๊ะ ขึ้นเก้าค่ำ... เพ็ญเดียวกันกับคืนเสียกรุง
ไม่ได้พูดอะไรเลยเกี่ยวกับที่พัก หรือแม้ ข้างเตียง... แล้วกลับมาทรุดนั่งลงใน เพียงแต่เดือนนี้ไม่ใช่เดือนเมษายน และ
แต่ชื่อของตัวเอง... นี่อะไรกันน่ะ... อะไร โซฟาร์อย่างเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ปีนี้ไม่ใช่ปี ๒๓๑๐
กัน... แต่ไม่กลัวนี่นะไม่กลัวไม่ใช่หรือ หวั่นใจระคนกัน... พลางลงมือรับประทาน ใช่สินะ... คืนเสียกรุงศรีอยุธยา
เอาเถอะ... ถึงอย่างไรคนที่นำดอกไม้นี้ ข้าวในถาดนั้นด้วยความรู้สึกที่ยังไม่เข้าใจ อันเป็นที่รัก คืนที่ไทยเสียความรุ่งโรจน์
มาให้คงจะรู้ว่า เราแสนจะประทับใจ ว่าอะไรคืออะไร
โชตนาทั้งการพระศาสนา สถาปัตยกรรม
แต่สิ่งเดียวเท่านั้นที่ยืนยันได้ก็คือ..... และการเมือง สองร้อยยี่สิบกว่ามาแล้ว...
การไม่รู้สึกกลัวแต่อย่างใด.... ไม่กลัวจน นับตั้งแต่วันนั้นวันอังคาร เดือนห้า ขึ้น
กับความมีเสน่ห์ของดอกไม้นี้
"หอมจริงหนอเจ้าดอกอะไร” ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้
พูดพลางบรรจงซ้อนช่อดอกไม้งามไว้
เก้าค่ำ ปีกุน จุลศักราชที่ ๑๑๒๙ หรือ
วันอังคารที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐
และหลังจากยกถาดอาหารที่จัดการ
เรียบร้อยแล้วไปวางไว้หน้าห้อง สำรวจ
ลมเย็นเยือกพัดเข้ามาทางช่อง
ด้วยมือทั้งสอง
หอมเอยเจ้าดอกอะไร...
ๆ
ตรวจดูประตูห้องว่าล็อคเรียบร้อยดีแล้ว หน้าต่าง... นิจจาเอย... ดวงวิญญาณ
หอมน้ำตาเต็มใจ.... ไม่มีใครรู้เอย จึงเดินกลับมาลากโซฟาร์ไว้ข้างเตียง ของบรรพชนทั้งหลาย นี่ยังเป็นทุกข์อยู่
โดยให้หันหน้าออกสู่หน้าต่างเพื่อจะได้ หรือไม่หนอ... นึกพลางหลับตาลงอย่าง
บทกวีที่เคยอ่านมาจนจำได้ตั้งแต่ จิบกาแฟพลาง ชื่นชมกับแสงเดือน อธิบายไม่ได้ กลิ่นดอกไม้ยังคงระรวย
เล็ก ๆ สะท้อนย้อนเข้ามาในความคิด... พลางอย่างแสนสบายขณะอ่านหนังสือที่
พลางรู้สึกคล้ายตาพร่าลง ราวกับว่า จะต้องเตรียมตัวไว้ใช้ในงานที่จะต้องทำ
เป็นขณะที่อยู่ต่อหน้าพระพุทธรูปที่วัด ต่อไปในวันพรุ่งนี้... หรือมะรืนที่จะออก
ไชยวัฒนาราม หูแว่วได้ยินเสียงดีดสี เดินทางขึ้นเหนือไปอีก
เสียงดนตรีปี่พาทย์ยังคงแว่วหวาน
นี่กระมัง... ความอลังการ ที่ทำ
ให้คนอยุธยาลืมตัว ลืมตาย... ติดหลง
ตัวเองที่ประคองดอกไม้อยู่นั้น ถึงดูราว
กับไม่ใช่ของเรา ดูงามกว่า เรียวกว่า และ...
ที่ข้อมือมีกำไลทองสลักเป็น
พระจันทร์ลอยดวงชัดขึ้นทุกที ทุกที
เวียนว่ายอยู่กับฐานันดร และอำนาจ
จนเหลือแต่เพียงเสียงร่ำไห้ และบทเรียน
เต็มที่ มองเห็นยอดพระเจดีย์สดใส
เหนือกว่าเส้นทางของการเกิด การดำรงค์
ชัดเจน และ... เอ๊ะ... ทำไมมือของ
ตายจริง
แก้วหลากสี ส่องแสงแย่งกันอยู่วามไว
เรารีบหลับตาลงทันใด... เก็บใจ
ฟ้าดูใสไม่น้อยแม้จะไม่เข้าช่วงของฤดูหนาว ให้ศึกษา ว่าไม่มีอำนาจใดยั่งยืนค้ำฟ้า...
รูปดอกพิกุลซ้อนกันไปมาแล้วประดับด้วย กว่าเคยอยู่ท่ามกลางความนวลใยของคืน อยู่ และวาระแห่งความสูญสลาย
ใกล้วันเพ็ญ และด้วยความไม่ชอบ พรุ่งนี้ ฉันจะกลับไปที่วัดไชยวัฒ
ความเย็นแห้ง 1 ของเครื่องปรับอากาศ นารามอีกครั้ง... วัดที่เคยรุ่งเรือง... วัด
ทำให้ต้องเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศ เป็นที่ประทับหลับไหลแห่งสุดท้ายของกวี
เอกกรุงศรีอยุธยา เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร
ลมเย็นพัดมาปะทะทันที ที่หน้าต่าง ไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ ผู้ลืมพระองค์ไปประ
เปิดแย้มออกจากกัน หอบเอากลิ่นอย่าง พฤติตนเป็นพญาครุฑแห่งวิมานฉิมพลี
นั้นมาอีกแล้ว มาอีกแล้ว... พร้อม ๆ
และ
ไว้กับตัว... ด้วยวิธีทำสมาธิที่ทำจนคุ้นเคย ภายนอกเข้ามาผสมผสาน
ทันที
จางหายไปแล้วเสียงดีดสี
เมื่อลืมตาขึ้น... มือที่ดูผิดไปนั้นได้กลับ กับเสียงดีดสีที่ดังขึ้นจนชัดเจน
อ่านต่อฉบับหน้า
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร ๑๑๗