การดื่มน้ำในชีวิตประจำวัน DOU GB 410 การรักษาสุขภาพตามพุทธวิธี หน้า 25
หน้าที่ 25 / 154

สรุปเนื้อหา

คนที่ดื่มน้ำเป็น พอตื่นเช้าขึ้นมา เขาจะรีบดื่มน้ำอุ่น 2-3 แก้วทันที เพื่อให้ร่างกายสดชื่น เร็วที่สุด บ ก่อนรับประทานอาหารเช้า อาจจะดื่มน้ำอีกสักแก้ว ครึ่งแก้วก็ได้ แต่ไม่ควรมากกว่านั้น เพราะจะทำให้น้ำย่อยที่ออกมาตามเวลาเจือจางมาก ถึงกับทำให้รับประทานอาหารไม่ลง รวมทั้งทําให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารลดลงไปมาก ครั้นหลังรับประทานอาหารเสร็จให้ ดื่มนํ้าตามไปสัก 1 แก้วทันที เพราะว่ากระเพาะและลำไส้เริ่มย่อยอาหารแล้ว จำเป็นต้องได้น้ำ ไปช่วยทำให้อาหารเหลวลง เหมือนกับเวลาโม่แป้งถ้าไม่หยอดน้ำเลย จะฝืดโม่ไม่ค่อยไป แต่พอหยอดน้ำแล้วหมุนไม่คล่องเชียว เพราะฉะนั้นหากเราไม่ดื่มน้ำเข้าไปเลย กระเพาะและ ลำไส้ต้องใช้แรงบีบแรงเค้นมาก แต่น้ำแก้วนั้นที่ดื่มตามเข้าไป จะช่วยบรรเทาแรงบีบตัวให้ กระเพาะและล

หัวข้อประเด็น

- การดื่มน้ำในชีวิตประจำวัน

ข้อความต้นฉบับในหน้า

คนที่ดื่มน้ำเป็น พอตื่นเช้าขึ้นมา เขาจะรีบดื่มน้ำอุ่น 2-3 แก้วทันที เพื่อให้ร่างกายสดชื่น เร็วที่สุด บ ก่อนรับประทานอาหารเช้า อาจจะดื่มน้ำอีกสักแก้ว ครึ่งแก้วก็ได้ แต่ไม่ควรมากกว่านั้น เพราะจะทำให้น้ำย่อยที่ออกมาตามเวลาเจือจางมาก ถึงกับทำให้รับประทานอาหารไม่ลง รวมทั้งทําให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารลดลงไปมาก ครั้นหลังรับประทานอาหารเสร็จให้ ดื่มนํ้าตามไปสัก 1 แก้วทันที เพราะว่ากระเพาะและลำไส้เริ่มย่อยอาหารแล้ว จำเป็นต้องได้น้ำ ไปช่วยทำให้อาหารเหลวลง เหมือนกับเวลาโม่แป้งถ้าไม่หยอดน้ำเลย จะฝืดโม่ไม่ค่อยไป แต่พอหยอดน้ำแล้วหมุนไม่คล่องเชียว เพราะฉะนั้นหากเราไม่ดื่มน้ำเข้าไปเลย กระเพาะและ ลำไส้ต้องใช้แรงบีบแรงเค้นมาก แต่น้ำแก้วนั้นที่ดื่มตามเข้าไป จะช่วยบรรเทาแรงบีบตัวให้ กระเพาะและลำไส้ไปได้เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าวันไหนรับประทานเนื้อสัตว์มาก เช่น รับประทานขาหมูเข้าไปถึงหนึ่งขา ขาไก่อีกห้าขา สเต็กอีกชิ้นเบ้อเร่อ อย่างนี้ต้องดื่มน้ำตามไป อีกมากพอสมควร ไม่อย่างนั้นกระเพาะและลำไส้จะออกแรงบีบจนล้า ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัย ค้นพบว่า ในขบวนการย่อยโปรตีน ต้องใช้น้ำในการทำปฏิกิริยาทางเคมีมากกว่าการย่อยแป้งและ ไขมันเสียอีก บ ทําไมไม่รีบดื่มให้ครบ 2-3 แก้วตั้งแต่ทีแรก ทั้งนี้เพราะถ้าดื่มรวดเดียวตั้งแต่ทีแรก น้ำ ย่อยจะเจือจางเกินไป เพียง 1 แก้ว ในขั้นแรกก็พอที่จะช่วยให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวได้ง่ายขึ้น เมื่อนํ้าย่อยเข้าไปแทรกอยู่ในอาหารเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้อาหารจะยังไม่ละเอียด ก็ไม่เป็นไร ถ้าดื่มน้ำตามเข้าไปอีก 1-2 แก้ว โดยทิ้งระยะเป็นช่วงๆ กระเพาะและลำไส้ก็จะสามารถบีบตัว ย่อยอาหารได้ง่าย จึงทำให้เราไม่ง่วงไม่เพลีย สําหรับคนที่ต้องเดินทางออกจากบ้านในตอนเช้า เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็ดื่มน้ำ เพียง 1 แก้วก็พอ ในช่วงเวลา 1 ชั่วโมงต่อจากนั้น ถ้าไม่กระหายนัก ก็อย่าเพิ่งดื่ม ถ้ารู้สึกกระหาย ก็แค่จิบ าเพียงนิดหน่อยเป็นระยะๆ ถ้าทําได้เช่นนี้ก็จะไม่ลำาบากเรื่องการเข้าห้องนํ้าระหว่างทาง ครั้นถึงที่หมายแล้ว จะดื่มน้ำอีกกี่แก้วก็ดื่มได้ตามความพอใจ ไม่กระทบต่อระบบการย่อยอาหาร ก่อนนอนก็เช่นกัน ก่อนนอน 2 ชั่วโมงอย่าดื่มน้ำมาก ถ้าในระหว่าง 2 ชั่วโมงนี้ กระหายน้ำ ก็ดื่มเพียงเล็กน้อย มิฉะนั้น จะต้องลุกเข้าห้องน้ำในตอนดึกอีก ในกรณีบุคคลที่ไม่สามารถดื่มน้ำได้มากเหมือนคนทั่วไป เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไต ผู้ที่ป่วย เป็นโรคหัวใจขั้นร้ายแรง (หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย) เป็นต้น คนไข้เหล่านี้ ถ้าดื่มน้ำมากๆ อาจจะทำให้เกิดอาการบวม หรืออาการเหนื่อยหอบได้ วิธีการดื่มน้ำอย่างไรให้เพียงพอ คงต้อง ปรึกษาแพทย์เป็นกรณีพิเศษ 22 DOU การรักษาสุขภาพ ตามพุทธวิธี
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More