การดูแลรักษาสุขภาพด้วยดุลยภาพบำบัด DOU GB 410 การรักษาสุขภาพตามพุทธวิธี หน้า 56
หน้าที่ 56 / 154

สรุปเนื้อหา

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า กิจวัตรกิจกรรมของพระภิกษุนั้นสะท้อนให้เห็นถึง การดูแลรักษาสุขภาพด้วย “ดุลยภาพบำบัด” ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ พระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำ ให้พระภิกษุรักษาสรีระในอิริยาบถต่าง ๆ ให้สมดุล คือ ให้ตรงอยู่เสมอ และพยายามปรับเปลี่ยน อิริยาบถให้สมดุลกันทั้งการเดิน นั่ง ยืน นอน ไม่ดำรงอยู่ในอิริยาบถใดนานเกินไปเพื่อป้องกัน การเจ็บป่วย นอกจากนี้ยังมีการบริหารร่างกายด้วยการดัดกาย มีการออกกำลังกายด้วยการ บิณฑบาตและเดินจงกรม มีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นด้วยการนวดอีกด้วย อย่างไรก็ตามหลักดุลยภาพบำบัดในสมัยพุทธกาลก็มีความแตกต่างกับดุลยภาพบำบัด ในสมัยปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น เรื่องท่านอน กล่าวคือ ท่านอนที่ถูกต้องตามหลักดุลยภาพบำาบัด ปัจจุบันในทัศนะของนายแพทย์ถาวร กาสมสัน

หัวข้อประเด็น

- การดูแลรักษาสุขภาพด้วยดุลยภาพบำบัด

ข้อความต้นฉบับในหน้า

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า กิจวัตรกิจกรรมของพระภิกษุนั้นสะท้อนให้เห็นถึง การดูแลรักษาสุขภาพด้วย “ดุลยภาพบำบัด” ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ พระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำ ให้พระภิกษุรักษาสรีระในอิริยาบถต่าง ๆ ให้สมดุล คือ ให้ตรงอยู่เสมอ และพยายามปรับเปลี่ยน อิริยาบถให้สมดุลกันทั้งการเดิน นั่ง ยืน นอน ไม่ดำรงอยู่ในอิริยาบถใดนานเกินไปเพื่อป้องกัน การเจ็บป่วย นอกจากนี้ยังมีการบริหารร่างกายด้วยการดัดกาย มีการออกกำลังกายด้วยการ บิณฑบาตและเดินจงกรม มีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นด้วยการนวดอีกด้วย อย่างไรก็ตามหลักดุลยภาพบำบัดในสมัยพุทธกาลก็มีความแตกต่างกับดุลยภาพบำบัด ในสมัยปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น เรื่องท่านอน กล่าวคือ ท่านอนที่ถูกต้องตามหลักดุลยภาพบำาบัด ปัจจุบันในทัศนะของนายแพทย์ถาวร กาสมสัน คือ “ท่านอนหงาย” แต่ท่านอนที่ถูกต้องตาม ทัศนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ “ท่านอนตะแคงขวา” หรือ “สีหไสยาสน์” และจากการ ศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า การนอนในท่า ตะแคงขวาเป็นท่านอนที่ถูกหลักอนามัยที่สุด ดังที่ปรากฏในจดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับสร้างสุขของ สสส. เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2550 ที่ผ่านมาว่า “ท่านอนตะแคงขวา เป็นท่า ที่ถูกหลักอนามัยที่สุด เนื่องจากร่างกายจะไม่กดทับหัวใจ ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ไม่ทำงาน หนักจนเกินไป อาหารจากกระเพาะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ด้วย แต่ว่าคนกลับนิยมท่านอนหงายกันมากที่สุด อาจเป็นเพราะสะดวกดีและเหมาะกับร่างกาย ถ้า เลือกนอนท่านี้ควรใช้หมอนต่ำาเพื่อให้ต้นคออยู่แนวระนาบเดียวกับลำตัว จะได้ไม่ปวดคอ แต่ ท่านี้ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อ กะบังลมจะกดทับปอด ทำให้ หายใจไม่สะดวก คนปวดหลังก็ไม่เหมาะเพราะจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น สำหรับท่าตะแคงซ้าย ช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรกอดหมอนข้างและพาดขาไว้ เพื่อป้องกันอาการชา ส่วน ท่านอนคว่ำ เป็นท่าที่ทำให้หายใจติดขัด ปวดต้นคอ เพราะต้องเงยหน้ามาทางด้านหลัง หรือ บิดหมุนไปข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานานดังนั้นถ้าจำเป็นต้องนอนท่านี้ควรใช้หมอนรองใต้ทรวงอก เพื่อป้องกันอาการปวดเมื่อยต้นคอ” แม้หลักดุลยภาพบำาบัดในสมัยพุทธกาลจะมีความแตกต่างกับหลักดุลยภาพบำบัดตาม ทัศนะของคุณหมอถาวรอยู่บ้าง แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่าหลักการต่าง ๆ สอดคล้องกันโดยมาก ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ดุลยภาพบำบัดนั้นไม่ได้เป็นศาสตร์ใหม่แต่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล 2,500 กว่าปีแล้ว และมีการพัฒนาสืบต่อกันมาตามลำดับ วงการแพทย์สมัยปัจจุบันก็ได้ให้ ความสนใจในศาสตร์นี้กันมากขึ้น โดยเฉพาะนายแพทย์ถาวร กาสมสันนั้นได้ศึกษาเรื่อง 1 ไทยรัฐ. (2550). นอนท่าไหน ? ปลอดภัยหลับสนิท. (ออนไลน์), วันที่ 28 เมษายน 2550. ดุลยภาพบำบัด ในสมัย พุ ท ธ ก า ล DOU 53
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More