ข้อความต้นฉบับในหน้า
7.2 อานิสงส์ของการสร้างนิสัยดี
คนเราทุกคนล้วนประกอบด้วยกายกับใจ แต่ทั้งกายกับใจล้วนมีโรคติดมาตั้งแต่วันคลอด
โรคที่ติดมากับร่างกายย่อมพร้อมที่จะแสดงอาการให้ปรากฏในทันทีที่ร่างกายอ่อนแอลง ส่วน
โรคร้ายที่แอบแฝงอยู่ในใจคน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “กิเลส” ถ้าสบโอกาสเมื่อใด
กิเลสก็จะกำเริบออกฤทธิ์เช่นกัน คือ ทั้งกัดกร่อน ทั้งบีบคั้น ทั้งหมักดองใจให้เสื่อมคุณภาพลง
แล้วส่งผลให้บุคคลคิดไม่ดี พูดไม่ดี และทำไม่ดีตามมา หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้นานวันเข้า ก็จะ
กลายเป็นนิสัยไม่ดีติดตัว
บุคคลที่มีนิสัยไม่ดีติดตัวย่อมมีความโน้มเอียงที่จะก่อกรรมชั่วบ่อย ๆ เมื่อก่อกรรมชั่วบ่อยๆ
ย่อมได้บาปบ่อยๆ บาปนั้นย่อมเผาผลาญใจของเขาให้เสื่อมทรามลงเรื่อย ๆ จนขาดปัญญา
ตรองไม่เห็นคุณค่าของความดี แม้จะมีผู้หวังดีหรือกัลยาณมิตรมาชักนำส่งเสริมสนับสนุน
ให้สร้างแต่กรรมดี เขาก็จะทำกรรมดีอย่างเหยาะแหยะ เพราะการทำกรรมดีแต่ละครั้งนั้น
จะต้องสวนกระแสกิเลสที่ฝังแน่นอยู่ในใจของเขาอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้การสร้างนิสัยดีให้เกิดขึ้นในแต่ละคนจึงจำเป็นต้องมีการปลูกฝังกันตั้งแต่เยาว์วัย
ก่อนที่จิตใจจะตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส เมื่อนิสัยดีเกิดขึ้นในใจอย่างมั่นคงแล้ว คนเราย่อมมีปัญญา
ตรองเห็นคุณประโยชน์อย่างแท้จริงของกรรมดี ตรองเห็นอันตรายของกรรมชั่ว จึงพากเพียร
ทำกรรมดีบ่อย ๆ เมื่อทำกรรมดีบ่อย ๆ ก็ได้บุญบ่อย ๆ บุญนั้นย่อมส่งผลให้มีความสุขและ
ความสําเร็จอย่างต่อเนื่อง ชีวิตจึงประสบแต่ความเจริญรุ่งเรืองนี่คืออานิสงส์ของการสร้างนิสัยดี
7.3 การสร้างนิสัยดีตามพุทธวิธี
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้บทฝึกสําหรับการสร้างนิสัยดีไว้บทหนึ่ง คือ ให้พิจารณาโดย
แยบคาย ก่อนบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 ดังนี้
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงใช้สอยจีวรเพียงเพื่อป้องกันความหนาว ป้องกันความร้อน
ป้องกันสัมผัสอันเกิดจากเหลือบยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย รวมทั้งเพื่อปกปิด
อวัยวะที่ก่อให้เกิดความละอาย
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงฉันบิณฑบาต ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน
สนุกสนาน ความเมามันตลอดจนเพื่อประดับ ตกแต่ง แต่ฉันเพียงเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ เพื่อ
ให้ร่างกายนี้ดำเนินไปได้ เพื่อระงับความลำบากทางกาย เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ อีกทั้ง
1
สารีปุตตสุตตนิทเทส, ขุททกนิกาย มหานิเทศ, มจร. เล่ม 66 หน้า 609
การรักษาสมดุล โครง
ล โ ค ร ง ส ร้ า ง ข อ ง ร่างกาย ให้ ติดเป็นนิสัย DOU 135