ข้อความต้นฉบับในหน้า
ชาติภูมิของ
พุทธเจ้าได้เคยเสด็จไปยังลุมพินี
พระองค์เอง กรุงกบิลพัสดุ์ เมืองพุทธบิดร และ
กรุงเทวทหะ เมืองพุทธมารดา ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่
ในประเทศเนปาลทั้งสิ้น นอกจากนี้ชาวเนปาล
ยังมีความเชื่อตามตำนานและนิยายปรัมปราว่า
พระพุทธองค์ได้เคยเสด็จลึกเข้าไปด้านทิศเหนือ
ของกรุงกบิลพัสดุ์ กล่าวคือในหุบเขากาฐมาณฑุ
หรือกานติปุระ ซึ่งเป็นราชธานีของประเทศ
เนปาลในปัจจุบันอีกด้วย โดยมีหลักฐานทั้งฝ่าย
เถรวาทและฝ่ายมหายานยืนยันการเสด็จไปของ
พระองค์ เป็นต้นว่าหลักฐานทางฝ่ายมหายาน
ได้กล่าวว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จไปยังพระมหา
สถูปสวยัมภู อันเป็นเจติยสถานคู่บ้านคู่เมือง
ของเนปาล ส่วนหลักฐานทางเถรวาทก็กล่าวถึง
เรื่องที่พระพุทธองค์เสด็จไปยังดาวดึงส์ เพื่อทรง
โปรดพุทธมารดา โดยเสด็จผ่านมังกุลบรรพต
ซึ่งตามหลักฐานเชื่อกันว่าน่าจะอยู่ทางกรุงกาฐ
มาณฑุหรือเหนือขึ้นไป หรือว่าในเรื่องที่กล่าวถึง
พระพุทธเจ้าได้พาพระนันทะเดินทางขึ้นไปทางเหนือ
เพื่อที่จะทำให้พระนันทะตัดใจจากคู่หมั้นของตน
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อในเรื่องพระพุทธเจ้า
เสด็จไปยังเมืองกาฐมาณฑุนั้นดูจะมีความเป็นไปได้
มากกว่าความเชื่อที่ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จไปยัง
ศรีลังกา ซึ่งอยู่ไกลออกไปมากมาย แต่ที่แน่นอน
ก็คือ มีหลักฐานว่าพระสงฆ์ได้เคยเข้าไปโปรด
พุทธบริษัทถึงในกรุงกาฐมาณฑุ แม้ในยุคพุทธกาล
โดยอาศัยกองคาราวานสินค้าของพ่อค้าจากทางใต้
(มูลสัรวาติวาทินวินัยสังคหะ) นอกจากนี้ในหนังสือ
นี้ยังได้กล่าวไว้อีกว่า พระอานนท์ก็เคยไปเยี่ยม
พระญาติวงศ์ของพระองค์ที่ย้ายไปตั้งรกรากอยู่
ในหุบเขากาฐมาณฑุ หลักฐานเหล่านี้ย่อมชี้ให้
เห็นว่าพระพุทธศาสนาได้เข้าไปเผยแผ่ในหุบเขาแห่ง
ราชธานีนี้ตั้งแต่ในยุคพุทธกาลแล้ว โดยชาวกรุง
กบิลพัสดุ์และชาวกรุงเทวทหะ มีศากยะตระกูล
และโกลิยะตระกูลเป็นต้นเป็นผู้นำไป
พระเจ้าอโศกมหาราชในเนปาล
หลักฐานเกี่ยวกับการเสด็จไปยังลุมพินี
ของพระเจ้าอโศกมหาราช ยังตั้งเด่นอยู่ ณ
ลุมพินีแม้ในทุกวันนี้ นั่นคือคำจารึกในเสาศิลา
จารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชนั่นเอง
ซึ่งมีข้อ
ความว่า เทวาน ปีเยน ปิยทสิน ลาซิน วี
สติวสาภิสเตน อตน อาคาร มหิเต หิท พุทธ
ชาเต สกยมุนีติ สีลาวิคท จา กาลาต
สีลาถเพจ อุสปาเต นิท ภคว ชาเตติลมินิคาเม
อุพลิเก กฎอัฐภาคีเย จ แปลความว่า พระเจ้า
เทวานัมปิยะ ปิยทัสสี เมื่อทรงได้รับราชาภิเษก
แล้ว ๒๐ ปี ได้เสด็จมานมัสการ ณ ที่นี้
ด้วยพระองค์เอง ด้วยว่าพระพุทธศากยมุนีได้ประสูติ
ณ ที่นี้ ทรงให้สร้างรูปสลักหิน (บางท่าน
แปลว่ารั้วหิน) และประดิษฐานหลักศิลาไว้เป็น
ที่หมาย โดยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประสูติ ณ
สถานที่นี้ จึงทรงโปรดให้หมู่บ้านลุมพินี ไม่ต้อง
เสียภาษีทั่วไป และทรงให้เสียแต่เพียงหนึ่งในแปด
ของผลผลิตเป็นภาษีที่ดิน (บางท่านแปลว่าแม้
ส่วนดังกล่าวนี้ก็ทรงให้งดด้วย)
จากเสาศิลาจารึกนี้ และเสาศิลาจารึก
ทำนองเดียวกันของพระเจ้าอโศกมหาราชในกรุง
กบิลพัสดุ์ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าอโศกได้เสด็จเข้าไป
ยังเนปาลอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีความ
เชื่อและหลักฐานอีกว่า พระเจ้าอโศกยังได้เสด็จ
เข้าไปยังหุบเขากาฐมาณฑุ และทรงได้สร้าง
พระเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชาไว้ ๕ องค์ ณ ใจ
๒๘ ก ล ย า ณ ม ต ร