ข้อความต้นฉบับในหน้า
สมาธิมาน้อย แม้ว่าเราจะบริจาคทรัพย์หรือ
โมทนาร่วมในการบวชของเขาด้วย แต่ว่าเนื่อง
จากใจของเรายังผ่องใสน้อย เราก็จะได้บุญน้อย
อยากจะได้บุญมากก็ทำสมาธิให้
กว่าคนอื่น
มากตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประหม่าเวลาพูด
ต้องตั้งจิตเมตตา กรุณานำไว้ก่อน
ถาม : ผู้บังคับบัญชาใช้ให้ออกไปบรรยาย
รู้สึกตื่นเต้นตกใจประหม่ากว่าจะถึงวันออกบรรยาย
ครั้งแรก ท่านมีอาการดังกล่าวบ้างหรือไม่ มีวิธี
แก้ไขอย่างไรจึงจะเสริมความเชื่อมั่นในตัวเองให้
เกิดขึ้น
ตอบ เอาอย่างนี้นะ เวลาจะไปบรรยาย
อะไรก็ตามนี่ แน่ ๆ เลย
0.
ศึกษาให้รู้จริงในเรื่องเหล่านั้นก่อน
ถ้าเรายังรู้ไม่จริงนี้ อย่างเพิ่งไปพูด ไปพูดแล้ว
มันก็พลาด
๒. เมื่อรู้จริงแล้ว ศีลต้องให้ดีด้วย ถ้า
รู้ไม่จริงไปพูดมันจะพลาด ถ้ายิ่งลนลานยิ่งจะ
รวนแย่เลย ถ้าเรารู้ในเรื่องเหล่านี้จริงแล้ว ก็ต้อง
มีศีลด้วย ถ้าศีลไม่ดี เวลาพูดอะไรนี่ความมั่นใจ
มันจะไม่พอ แล้วบางทีไปเจอไอ้คนที่ไม่ถูกกันเข้านี่
ผวาเลยว่า เอะ เดี๋ยวเขาฟันเราแน่
on.
เวลาบรรยาย ถ้าเราเป็นเด็กกว่า
ผู้ฟังมาก ๆ ก็พูดในฐานะที่ว่าพอจะมีความรู้ใน
ทางด้านนี้บ้าง แต่แน่นอน
มาก ฉะ
ไอ้ที่ไม่รู้ก็ยังมีอีก
ฉะนั้น จะนำเอาสิ่งที่รู้มาเล่าให้ฟัง เพราะ
ฉะนั้น ถ้าผิดพลาดอย่างไรก็ขอให้ท้วงติงก็แล้วกัน
ก็ขอโทษด้วย ขอโทษเข้าไว้ก่อนเลย แต่ต้นก่อน
ไม่ได้วางมาดว่าข้าเป็นราชสีห์ เดี๋ยวจะ
เลย
โดนไล่เข้าป่าไปฉิบ แล้วก็เวลาพูดตั้งความเมตตา
เอาไว้เลย เหมือนทุกครั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว
คือก็มีนิสัยอยู่อย่างนี้ สมัยอยู่ชั้นประถมแล้ว
ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถม เพื่อนขอร้องให้เป็น
ทำหน้าที่กวดวิชาให้เขาตลอดมา เพราะฉะนั้น
ไอ้เรื่องสอนมันเป็นมาตั้งแต่ชั้นประถมเลย
อาจารย์เข้ามาสอนในห้องนั้น ส่วนมากก็มักจะ
พร
ตามทัน พออาจารย์ออกนอกห้องก็มีเพื่อนมา
ไอ้นั่นอะไร ไอ้นี่อะไรก็อธิบายให้เขาฟัง ว่านั่น
มันอย่างนั้น นี่มันอย่างนี้ อันนี้เป็นนิสัยของ
อาตมาตั้งแต่สมัยชั้นประถมมาแล้วว่า ตกอยู่ใน
หน้าที่เหมือนอย่างกับเป็นติวเตอร์กลาย ๆ มา
ตั้งแต่เป็นนักเรียน
เพราะฉะนั้นพอมาเป็นพระเข้า ต้อง
มาทำการสอนเข้าก็เลยไม่เป็นปัญหาอะไร ตานี้
ถ้าเราไม่เคยทำงานอันนี้มานะ ก็เตรียมชะให้พร้อม
รักษาศีลจะให้ดี แล้วเวลาพูดเนี่ยตั้งหัวข้อก่อน
ตั้งหัวข้อเรียบร้อยแล้วพูดคนเดียว หัดเถอะใคร
ว่าบ้าช่างมัน พูดไปก่อน ถ้าพูดไม่ถนัด เขียน
เขียนแล้วเราก็ท่อง เขียนแล้วอย่านั่งท่อง เขียน
แล้วอ่านก่อน อ่านดัง ๆ ให้ชัดถ้อยชัดคำ แล้ว
เราก็จะรู้ว่า ที่เราเขียนทั้งหมดนี่ เวลาอ่าน
แล้วมันจะสะดุดเองนะ อ่านแล้วมันสะดุด ถ้า
ตอนไหนมันดีมันจะไม่สะดุด เมื่อแก้จนกระทั่ง
มันไม่สะดุดแล้วเราก็มาเช็คอีก ดูเรื่องเวลา ว่า
เวลานี้มันพอกับที่เขากำหนดให้ไหม ถ้ามันไม่
พอกับที่เขากำหนด ควรจะตัดอันไหนก็ตัดลงไป
นี่ขนาดเราอ่านแล้วนะ
เขียนแล้วก็อ่านแล้วเวลามันยังไม่พอ
มันยังใช้ไม่ได้ เขียนแล้วก็อ่านแล้ว จนกระทั่ง
เวลามันพอกัน พอได้อย่างนั้นแล้ว แล้วเราจึงนึก
แล้วพูดให้เหลือแต่หัวข้อ เราจะมีโน้ตแต่หัวข้อ
ก ล ย า ณ ม ต ร ๖๕