ข้อความต้นฉบับในหน้า
พญานกแขกเต้าติดบ่วง แต่ไม่ร้อง
ให้บริวารรู้ รอจนกระทั่งบริวารกินข้าวสาลีจน
อิ่มแล้ว
จึงส่งเสียงร้องขึ้นถึง ครั้ง
on
พวกนกต่างตกใจพากันบินหนีเอาตัวรอดไป
จนสิ้น พญานกแขกเต้ามองไม่เห็นใครเลย
ก็รู้สึกเสียใจ นึกรำพึงว่า...
"...ญาติพี่น้องของเรามีเป็นร้อยเป็นพัน
ตัว เมื่อคราวที่เรามีภัย ต่างทอดทิ้งเราไปสิ้น
ไม่มีใครเหลียวแลเราเลย เราทำบาปอะไรไว้
หน มีนกนับพันตัวมา
หากิน แต่เราเพียงผู้เดียว
เท่านั้นที่ติดบ่วง”
คนงานได้ยินเสียง
ร้องเอะอะของพญานก
แขกเต้า พร้อมกับเห็น
ฝูงนกบินไปในอากาศ ก็
ทราบว่ามีนกติดบ่วง เมื่อ
ออกจากกระท่อมมาเห็น
ว่าเป็นพญานกแขกเต้าก็
คงจะมียุ้งฉางไว้เก็บข้าวสาลีด้วยสินะ หรือ
ว่าเจ้าเอาข้าวสาลีของเราไปฝังไว้ที่ไหน”
พญานกแขกเต้าจึงกล่าวว่า
"ท่านพราหมณ์ เราทั้งสองมิเคย
มีเวรต่อกัน ขอท่านอย่าได้ทำร้ายเราให้เป็น
เวรกรรมติดตัวเลย ฉางข้าวของข้าพเจ้าไม่มี
แต่ที่ข้าพเจ้าคาบข้าวสาลีไปที่ป่างิ้วนั้นก็เพื่อนำ
ไปเปลื้องหนี้เก่า นำไปให้เขากู้หนี้ใหม่ แล้ว
ส่วนหนึ่งก็ยังเป็นทรัพย์เอาไว้ใช้ในภายหน้าด้วย
“เอ๊ะ เจ้าตอบแปลก
นัก เราไม่เข้าใจ การให้
กู้หนี้ของเจ้า การเปลื้อง
หนี้และการฝังทรัพย์ของ
เจ้าเป็นอย่างไร... ฟัง
แล้วงง ไม่เข้าใจ”
"ข้าแต่ท่านโกสิยะ
ลูกน้อยของข้าพเจ้าเพิ่ง
เกิดใหม่ ขนยังไม่ทันขึ้น
ยังออกหากินเองไม่ได้
ข้าพเจ้าจำต้องนำข้าวสาลีไปเลี้ยงเขา ต่อไป
เมื่อข้าพเจ้าแก่เฒ่าลงแล้ว เขาก็จักเลี้ยง
ดีใจมาก ที่ดักนกตัวนี้ได้ตามที่หวัง
เขารีบปลดพญานกแขกเต้าออกจาก
บ่วงแร้ว
ผูกเท้าทั้งสองของพญานกติดกัน
แล้วอุ้มไปที่บ้านของโกสิยพราหมณ์
ไปก่อน
ส่วนมารดาและบิดาของข้าพเจ้าแก่
โกสิยพราหมณ์เห็นพญานกแขกเต้า
ผู้สง่างามก็ชอบใจมาก รับมาอุ้มไว้บนตัก
แล้วทักทายซักถาม
“ดูก่อนพญานกแขกเต้า เจ้ามากิน
ข้าวสาลีในไร่ของเราแล้วยังไม่พอ เจ้ายัง
คาบข้าวไปอีกด้วย เราสงสัยว่าท้องของเจ้า
คงจะใหญ่กว่าท้องของนกอื่นเป็นแน่ หรือเจ้า
จะคาบข้าวของเราไปเก็บไว้ในป่างิ้ว เจ้า
ข้าพเจ้าตอบแทน ข้าพเจ้าถือว่าให้ลูก ๆ กู้หนี้
เฒ่าชรามากแล้ว ข้าพเจ้าเลี้ยงท่านตอบแทน
บุญคุณด้วยความกตัญญู ชื่อว่าเป็นการใช้
หนี้แก่ท่าน
นอกจากนี้ ก็มีนกบางตัวในป่าที่พิการ
หากินไม่สะดวก ข้าพเจ้าได้ให้ข้าวสาลีแก่นก
เหล่านั้นด้วย เพื่อเอาบุญ เพราะการทำบุญ
ชื่อว่าเป็นการฝังทรัพย์ไว้ใช้ในภายหน้า
ก ล ย า ณ ม ต ร
๑๑๕