ข้อความต้นฉบับในหน้า
อารักษ์ทั้งปวง
ข่าวการมาถึงของสองพ่อค้า พร้อมเส้น
พระเกศายังความปลาบปลื้มปีติแก่พระมหา
กษัตริย์ในยุคนั้น ผู้ทรงพระนามว่า อัคคลาภ
(Ukkalapa) เป็นอันมาก ทั้งแว่นแคว้นเตรียม
ต้อนรับกันเป็นการใหญ่ และด้วยความร่วมมือ
ของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ กับพ่อค้าทั้งสอง
ประชาชนทั่วไป และพระอินทร์ ทำให้สามารถ
ค้นพบเนินเขาสิงห์อัตตะระได้โดยง่าย
และ
มหาเจดีย์นั้นก็คือ ชเวดากอง นั่นเอง
การสร้างมหาเจดีย์ก็เริ่มต้นขึ้นในยุคนั้น
เพียงแต่ว่าในครั้งนั้นยังไม่มีความสูง
โอฬาริกเท่าปัจจุบันนี้
และไม่
ต่อมามหาเจดีย์ก็ได้เสื่อมสภาพลง เพราะ
การไม่เอาใจใส่ของกษัตริย์ในยุคหลัง จนกระทั่ง
มาถึงสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชนั่นแหละ
การค้นพบและบูรณะครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้นโดยโองการ
ของพระเจ้าอโศกมหาราชเอง จึงทำให้การบูรณะ
ซ่อมแซม สร้างเสริมขึ้นต่อ
มหาเจดีย์ใหญ่ชเวดากองที่ชาวพุทธทั่วโลกปัจจุบัน
รู้จักดี
มาจนกระทั่งเป็น
เก่าแก่กว่าเจดีย์ชเวดากอง ค้นพบเมื่อประมาณ
ปี ๒๔๙๓ ชื่อเจดีย์แม่ละมู เชื่อกันว่าสร้างขึ้น
โดยแม่ละมู ผู้เป็นพระมารดาของพระเจ้าอัคคลาภ
ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกแถบตอนเหนือของบริเวณที่
เรียกว่า Okkalapa (ไม่กล้าอ่านเป็นคำไทยกลัวผิด
แต่คิดว่าน่าจะอ่านว่า โอกคะลาภ) เป็นเจดีย์ที่
น่าจะสำคัญ ไม่เพียงแต่เฉพาะตำนานอันพิสดาร
พันลึกเท่านั้น แต่เป็นเพราะภาพแกะสลักที่แสดง
เป็นภาพของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ขณะทรงให้
คำทำนายแก่นักพรตท่านหนึ่งว่า นักพรตท่านนั้น
จะมาเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงพระนาม
ว่า ศากยมุนี
จึงน่าจะหมายความว่า สุวรรณภูมิแถบนี้
เป็นแดนทองโดยแท้ เพราะจากหลักฐานดัง
กล่าวแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนามีอยู่ในดินแดน
นี้มานานแสนนาน สมกับที่ปัจจุบัน สุวรรณภูมิ
คือดินแดนที่พระพุทธศาสนาจำหลักได้เป็นปึกแผ่น
แน่นหนา อย่างน่าภาคภูมิ
อ่านต่อฉบับหน้า
สำคัญกว่านั้น คือได้พบว่า มีเจดีย์ที่
กั ล ย า ณ ม ต ร ๕๙