ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทรงมีทรรศนะว่า
"โดยทั่วไปร่องรอยทางด้านโบราณคดีในภาคเอเชีย
อาคเนย์ที่แสดงถึงอารยธรรมอินเดีย ย่อมมีอายุไม่เก่าไปกว่า
พุทธศตวรรษที่ ๗-๘
ถึง
ท่านยังทรงทรรศนะต่อไปในบทนิพนธ์ดังกล่าว
ศิลปะพระพุทธรูปตามแบบศิลปอมราวดีทางภาคใต้ อันอาจมี
อายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๙ รวมทั้ง ได้ค้นพบตะเกียงโรมัน
สัมฤทธิ์ ซึ่งอาจหล่อขึ้นที่เมืองอเล็กซานเดรียในประเทศอียิปต์
ก่อนสมัยพุทธศตวรรษที่ 5
หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงมีกระแสความเห็นว่า
อารยธรรมอินเดียที่แพร่มาได้ก่อผลอย่างแท้จริงในพุทธศตวรรษที่
๙ และ ๑๐
ต่อมาท่านได้กล่าวถึง พุทธศักราช ๙๐๐ เมื่ออาณา
จักรฟูนันตกอยู่ภายใต้การยึดครองของพวกเรียนจูจันทัน โดย
คุณชายสุภัทรดิสว่า
"คำว่าจันทัน อาจตรงกับ "จันทัน” (Chondan) ซึ่ง
เป็นตำแหน่งเจ้านายของพวกยุยเจ้ (ด้วยสี) หรือพวกอินเดีย
ศกะ (รากศัพท์ภาษาเปอร์เซีย คือ ศากยะ) เฉพาะอย่างยิ่ง
ในราชวงศ์กุษาณะในสายของพระเจ้ากนิษกะ และมีแนวโน้มว่า
พวกเจ้าในราชวงศ์กุษาณะอาจถูกขับไล่จากลุ่มน้ำคงคามายัง
ภาคเอเชียอาคเนย์ก็ได้
นอกจากนี้ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๑ มหาดเล็กคนหนึ่ง
ของพระราชาแห่งอาณาจักรฟูนั้น ก็มีตำแหน่งว่า "เคียว เฉียว
โล” อันอาจตรงกับตำแหน่งกุละ แห่งราชวงศ์กุษาณะใน
พุทธศตวรรษที่ ๑๒
พราหมณ์เชื้อชาติไชเชียน (Scythian) หรือเชื้อชาติ
ศากยะ (Scythian = Sakya) มาจากแหลมเดชาน
สมรสกับพระราชธิดาแห่งพระเจ้าอีศานวรมันที่
และ
แห่งอาณา
จักรเจนละ เทวรูปพระอาทิตย์ในสมัยก่อนสร้างเมืองพระนครก็
ทรงฉลองพระองค์สั้น รองเท้าบู๊ต กรุงชีหลีสุดซี ไม่ได้อยู่ศรีวิชัย
หรือเป็นการรวมตัวของรัฐเวียงสระกับนครศรีธรรมราช
ข้อสมมติของท่านธรรมทาส พานิช เกี่ยวกับภิกษุจึง
เดินทางจากท่าเรือกำปั่นที่กวางตุ้ง ๒๐ วันถึงนครชุดชี โดยไม่
แวะเลย โดยคาดว่านครฮุดซีจะเป็นที่ปาเล็มบังไปไม่ได้ แต่
Kalyanamitra.org
* ล ย า ณ ม ต ร ๔๗