ข้อความต้นฉบับในหน้า
เข้าไปสู่เนปาล และต่อมาเมื่อมีอำนาจทางการเมือง
ได้ทำลายศาสนสถานและคัมภีร์ทางพระพุทธ
ศาสนามากมาย และมีการบังคับให้ชาวพุทธ
มิให้ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาตามวัดต่าง ๆ อีก
ด้วย ทั้งได้มีการยึดพุทธสถานให้เป็นศาสนา
สถานทางฮินดู ช่วงนี้นับว่าเป็นช่วงที่พระพุทธ
ศาสนาตกต่ำมากที่สุดในเนปาล แต่อย่างไรก็ตาม
เมื่อพุทธศาสนิกชนได้รับการเบียดเบียนเช่นนั้น
นั้น มีเผ่าหนึ่งที่มีอำนาจและปกครองตนเองอยู่
ทางภาคตะวันตก ซึ่งเรียกกันนี้ว่า ขัส ต่อมา
ปรากฏว่าพวกนี้ได้เรียกตระกูลของตนเองว่า มัลละ
ตามหลักฐานเท่าที่ค้นพบได้ชี้ให้เห็นว่าพวกมัลละ
นี้ล้วนเป็นชาวพุทธทั้งสิ้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ
เผ่ามัลละนี้ได้ย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองปาวาใน
สมัยพุทธกาลนั้นเอง จึงมีศรัทธาปสาทะในพระ
พุทธศาสนาอย่างมาก และยังพบว่ามีกษัตริย์
และพ่อค้าประชาชนในยุคนั้นนิยมไปจาริกแสวง
เสาศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกที่ลุมพินีได้
ก็ได้หาทางที่จะรักษาศาสนาของตนด้วยการดัด
แปลงบางสิ่งบางอย่าง จนทำให้เกิดลัทธิใหม่ ๆ
ที่มีแบบเฉพาะของตนและมีอยู่เฉพาะในเนปาล
ณ
พระพุทธศาสนาในยุคราชวงศ์มัลละ
(คริสต์ศักราช ๑๓๐๐-๑๗๖๘)
พระพุทธศาสนาในเนปาลมิได้เจริญอยู่
เฉพาะในหุบเขากาฐมาณฑุ หากแต่ได้เจริญไป
ถึงภาคตะวันตกของเนปาลด้วย การที่พระสงฆ์
ในพระพุทธศาสนาเดินธุดงค์จาริกไปสู่ที่ต่าง ๆ
ทำให้ได้คุ้นเคยกับชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ซึ่งศาสนา
พราหมณ์ถือว่าเป็นพวกอนารยะ หรือพวกป่าเถื่อน
เพราะมิได้นับเข้าในวรรณะ ๔ ชาวเขาเหล่านี้
จึงมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาดั้งเดิมของตน ใน
บรรดาชาวเขาเหล่านี้ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเนปาล
บุญยังพุทธสถานต่าง ๆ ทางใต้ลงไป เป็นต้นว่า
จารึกไว้ว่า ในปี ค.ศ.๑๓๑๒ กษัตริย์ริป มัลละ
ได้เสด็จมาจาริกแสวงบุญยังลุมพินี สถานที่
ประสูติของพระพุทธเจ้า
ในลำดับต่อมาพวกขัสหรือมัลละ ได้แผ่
ขยายอำนาจของตนเข้าไปยังหุบเขากาฐมาณฑุ
และในที่สุดได้ตั้งราชวงศ์มัลละปกครองประเทศ
เนปาล โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ในหุบเขา
กาฐมาณฑุ ในยุคนี้ถึงแม้ว่าอิทธิพลของศาสนา
พราหมณ์ได้แผ่กระจายเข้าไปอย่างมากก็ตาม
แต่พระราชาผู้ปกครองประเทศก็ยังเป็นพุทธมามกะ
โดยส่วนใหญ่
อ่านต่อฉบับหน้า
กั ล ย า ณ ม ต ร ๓๕