ข้อความต้นฉบับในหน้า
คลุมไหล่ หรือผ้าซิ่นยกดอก อีกกี่หนึ่งสำหรับ
ทอผ้าตีนจก คุณสาธรบอกว่าคนสมัยก่อนทำกัน
อย่างนี้ เพราะผู้ชายจะต้องไปไร่ ทำงานหนัก
อย่างอื่น ส่วนผู้หญิงอยู่บ้าน ทำงานบ้าน และ
ทอผ้าใช้เอง
คณะท่องเที่ยวของเราหลายคน พอไป
เห็น และวิธีทอเท่านั้น รีบวิ่งแล่นออกมาซื้อ
ผ้าซิ่นตีนจกตาม ๆ กัน เนื่องจากเห็นชัดกับตา
ตัวเองถึงความยาก และเวลาที่ใช้ ซึ่งหากมา
เทียบกับราคาแล้ว แม้ว่าจะแพงแต่ก็คุ้มค่ากับเวลา
สิ่งที่คนกรุงเทพฯเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เพราะ
วัน ๆ หนึ่งคนกรุงเทพฯ ไม่มีเวลาแม้แต่จะหา
ความสุขจริง ๆ ให้กับตัวเอง
ออกจากบริเวณพิพิธภัณฑ์ ทุกคน
มุ่งหน้าไปที่ร้านขายผ้าของคุณสาธร ที่ตั้งอยู่
ด้านหน้าอย่างรู้สึกเห็นคุณค่าในความงามของ
ผ้าแบบโบราณเหล่านั้น ที่นั่น คุณสาธรมีผ้าซิ่น
และผ้าต่าง ๆ ให้เลือกซื้อไว้หลายชนิด หลาย
ประเภท เช่นผ้าซิ่นตีนจกที่เป็นของใหม่ ชิ้น
ตีนจกที่เป็นของเก่า ของตกทอด (แพงกว่าของ
ใหม่มาก) ผ้ายก ผ้าฝ้ายลายทาง ๆ ที่สามารถ
นำไปตัดเป็นผ้าถุงก็ได้ กระโปรง หรือเสื้อก็ได้
ผ้าคลุมไหล่ที่เป็นผ้ายกธรรมดากับผ้าคลุมไหล่
หรือผ้าพาดไหล่แบบหาดเสี้ยวแท้ ซึ่งแทบจะหา
ไม่ได้แล้ว เนื่องจากคนทอแก่มาก ตาไม่ค่อยจะดี
และคนรุ่นใหม่ก็ไม่รักที่สืบทอด
ไม่เพียงแต่ผ้าถุง
หรือเรื่องของการ
แต่งตัว ที่นั่นยังมีผ้าห่มที่ทำแบบโบราณทอด้วย
ฝ้ายแท้ หนาขนาดห่มกันหนาวได้ ผ้าปูโต๊ะที่
สามารถนำมาต่อแบบที่เรียกว่า "เพลาะ" เป็น
ผ้าคลุมเตียงได้ รวมทั้งผ้าทอมือสีพื้นที่อาจนำ
มาใช้ทำอะไรก็ได้แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของ
แต่ละคน
เรียกได้ว่า ทุกคนสามารถซื้อหาได้ตาม
ความหนักเบาของกระเป๋า เพราะราคานั้นมีตั้งแต่
เรือนสิบไปจนกระทั่งถึงเรือนพัน หรือหลายพัน
เห็นที่จะต้องขอจบลงตรงนี้ก่อน เพราะ
คงไม่อาจเขียนเล่าเลยไปถึงศรีสัชนาลัยได้พร้อม
กันทีเดียวในฉบับนี้ อดใจไว้ดีกว่านะคะ......
ศรีสัชนาลัยนั้นน่าสนใจ ไม่แพ้กัน แต่ว่ามีเรื่อง
สนุกแบบปลุกใจให้ตื่นเต้นมากกว่า จึงคิดว่าควร
จะยกยอดไปเขียนเสียทีเดียวในฉบับเดือนมีนาคม
มิฉะนั้น ท่านบรรณาธิการคงจะบ่น
แน่ ๆ ว่าเขียนมายาวเกินงบประมาณ (หน้า
กระดาษ) เพราะฉะนั้น สวัสดีก่อนนะคะ เจอ
กันใหม่เดือนหน้ากับเรื่องราวของศรีสัชนาลัย
อ่านต่อฉบับหน้า
๗๖
กั ล ย า ณ ม ต ร