สงครามและประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2534 ฉบับที่ 2 หน้า 96
หน้าที่ 96 / 122

สรุปเนื้อหา

ด้วยนึกถึงความตระหนกตกใจ ความกลัว และ ความตายที่เหี้ยมโหดของบรรพชน ของเพื่อน ร่วมชาติ ผู้ไม่มีสิทธิ์เลยสักนิดในชะตากรรมของ ตัวเอง . “ก็ทัพนั้นใหญ่มากนักนี่นา” ฉันรำพึงในใจ ที่เข้าใจกันมาแต่ก่อนกาลว่าเป็นการรบเป็นกองโจร หรือคิดว่าพม่ารบอย่างไม่ตั้งใจนั้นเห็นจะไม่จริง เสียแล้ว เพราะในพงศาวดารพม่า ไม่ว่าจะเป็น ฉบับใด ได้ตีแผ่ความจริงออกมาสำแดงให้เห็น ถึงความยิ่งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่ง การวางแผนการรบนั้นต้องทำกันอย่างรอบคอบ เนิ่นนาน การเดินทัพที่มองดูเหมือนกับว่าเป็น ใช้วิธี กองโจรนั้นก็วางแผนได้อย่างแยบคาย ตีกระหนาบเข้ามาทั้งสองข้างของกรุงศรีอยุธยา ทัพพม่าต้องเดินทางไกลก็จริง แต่ทว่ามาอย่างมั่นคง ทั้งจากทางเหนือและทางตะวันออก เพราะทุก เมืองที่พม่าผ่าน ทุกด่านที่พม่าย่างกรายเข้าไปนั้น หมา

หัวข้อประเด็น

- สงครามและประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ด้วยนึกถึงความตระหนกตกใจ ความกลัว และ ความตายที่เหี้ยมโหดของบรรพชน ของเพื่อน ร่วมชาติ ผู้ไม่มีสิทธิ์เลยสักนิดในชะตากรรมของ ตัวเอง . “ก็ทัพนั้นใหญ่มากนักนี่นา” ฉันรำพึงในใจ ที่เข้าใจกันมาแต่ก่อนกาลว่าเป็นการรบเป็นกองโจร หรือคิดว่าพม่ารบอย่างไม่ตั้งใจนั้นเห็นจะไม่จริง เสียแล้ว เพราะในพงศาวดารพม่า ไม่ว่าจะเป็น ฉบับใด ได้ตีแผ่ความจริงออกมาสำแดงให้เห็น ถึงความยิ่งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่ง การวางแผนการรบนั้นต้องทำกันอย่างรอบคอบ เนิ่นนาน การเดินทัพที่มองดูเหมือนกับว่าเป็น ใช้วิธี กองโจรนั้นก็วางแผนได้อย่างแยบคาย ตีกระหนาบเข้ามาทั้งสองข้างของกรุงศรีอยุธยา ทัพพม่าต้องเดินทางไกลก็จริง แต่ทว่ามาอย่างมั่นคง ทั้งจากทางเหนือและทางตะวันออก เพราะทุก เมืองที่พม่าผ่าน ทุกด่านที่พม่าย่างกรายเข้าไปนั้น หมายถึงความพ่ายแพ้ของเมืองใหญ่อย่างอยุธยา เนื่องจากประสบการณ์ในสงครามระหว่างไทยกับ พม่า ได้สอนพม่าให้ช่ำชอง และรู้เส้นทาง เสบียงอาหารของไทยเป็นอย่างดี ครั้งนี้ พม่าจึงตีสกัดเก็บทีละเมือง 1 ที่เป็นทั้งแหล่งกำลัง และเสบียงอาหาร ทำให้ เท่ากับเป็นการทอนกำลังไทยก่อนที่พม่าจะทัน เข้าถึงเมืองใหญ่ คือกรุงศรีอยุธยาเสียอีก ซึ่ง เท่ากับว่าพม่าค่อย ๆ ตัดแขน ตัดขาของเรา ออกไปทีละน้อย ๆ อีกทั้งทหารกล้าพม่าก็ไม่ได้ขนมามากมาย หากเขามาพอแต่ให้เป็นผู้นำ หรือส่วนสำคัญ ๆ เท่านั้น เนื่องจากพม่าศึกษาไทยมาตลอด รู้ดี ว่าขณะนั้นไทยเรากำลังอ่อนกำลังเต็มที่ บุคคล สำคัญที่มีความสามารถก็เพิ่งถูกลงโทษจนเสียชีวิต ผู้ที่มีอำนาจเต็ม ได้รับการมอบหมายหน้าที่ใน การเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ คือเจ้าฟ้าอุทุมพร นั้น ก็ไม่ได้เป็นไปตามความมุ่งหมายของ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ด้วยเจ้าฟ้าเอกทัศน์ ถือสิทธิ์ในความเป็นพระเชษฐาขึ้นคุมอำนาจ ณ พระที่นั่งสุริยาศอมรินทร์ ทำให้ดูราวกับว่า ไทย หรืออยุธยามีกษัตริย์สองพระองค์ เป็นที่ระ ระสายแก่บรรดาขุนศึก และขุนนางเป็นยิ่งนัก ทำให้เจ้าฟ้าอุทุมพร ผู้ซึ่งไม่ทรงใฝ่ใน อำนาจทางการเมืองอยู่แล้ว และไม่อยากจะมี ปัญหาฆ่าฟันแย่งชิงพระราชสมบัติกันเองกับ พระเชษฐาร่วมพระมารดา จึงหันกลับไปบวชเสีย นอกเสียจากบ้านเมืองมีปัญหา พระเชษฐาแก้ไข ไม่ได้จึงจะสึกออกมาว่าราชการชั่วคราว อีกทั้ง เป็นวาระที่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองเต็มที่ สังเกต ดูจากจดหมายเหตุของ เดอร์ลาลูแปร และของ พ่อค้าต่างแดนอีกหลายคน ถึงความฟุ่มเฟือย หรูหราอย่างที่สุด จนทำให้ลืมเสียสนิทที่จะ ทำนุบำรุงการทหาร ด้วยความประมาทในความ เป็นอาณาจักรทรงอำนาจที่สุดในยุคนั้นนั่นเอง และเพราะว่าเป็นยุคที่กำลังสุขสบายจน ลืมตัว ทำให้เกิดการแบ่งแยกกลุ่มผลประโยชน์ กันทั้งทางด้านการค้า และการทหาร ขุนศึกผู้ สามารถจึงเหลืออยู่ไม่กี่คน ที่ต้องทำหน้าที่ รักษาบ้านเมือง ฝึกปรือ และบำรุงขวัญทหารกล้า นัยว่าบ้านเมืองในยุคนั้น มีแต่เสียงมโหรีปี่พาทย์ ที่ซ่อนความไม่สามัคคีจนน่ากลัวไว้ภายใน "จริงสินะ... เสียงดีดสี คงเป็นเช่น เดียวกับเสียงที่เราได้ยินอยู่เดี๋ยวนี้” ฉันนึกพลาง ดูเหมือนว่าเสียงดีดสีนั้นจะยิ่งดังมากขึ้น ทุกคน โดยเฉพาะคนในวังหลวงคงจะเพลิดเพลินอยู่กับ การเริงรมย์ต่าง ๆ... ใช่สินะ ความเริงรมย์ แน่นอนความเริงรมย์ ลุ่มหลงในกามรส และ โลกียรสนี่แหละที่ทำให้อยุธยาต้องล่มร้าง พลางฉันก็ต้องทอดถอนใจอีกครั้ง โธ่... ก็แม้แต่องค์พระผู้ชาญฉลาด กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงเป็นถึง และเป็น นักปราชญ์องค์สำคัญแห่งยุค ยังถลำพระองค์ ก ล ย า ณ ม ต ร
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More