ข้อความต้นฉบับในหน้า
กระทั่งได้เท่านั้น จึงจะทำงานกับหมู่คณะได้
วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๓ ซึ่งตรงกับวัน
มาฆบูชา นับเป็นปฐมมงคลฤกษ์ในการพลิกทุ่งนาฟ้าโล่ง
ให้เป็นวัดพระธรรมกาย เริ่มงานครั้งแรกๆ ได้ขอความ
ช่วยเหลือไปยังหน่วยงานราชการหลายแห่ง เช่นกรม
ชลประทาน ได้ลงเรือมาช่วยขุดคูคลอง กรมช่างโยธา
ทหารอากาศได้ร่วมกันสร้างถนนในบริเวณวัด ส่วนกรม
โยธาธิการได้ออกแบบอาคาร และสิ่งก่อสร้างต่างๆ
ทุกคน
ในระหว่างลุยงานสร้างวัดกันทั้งวันทั้งคืน
ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งผู้บริหารและใช้แรงงานหนัก ชนิดที่
แบกเหล็ก แบกเสากันเป็นเรื่องปกติ ระยะแรกงานส่วนใหญ่
เป็นการปรับพื้นที่และวางแบบแปลนซึ่งมักจะมีเรื่องถูก
เถียงกันในที่ประชุมบ่อยครั้ง เพราะยังหาข้อสรุปไม่ได้
คุณยายอาจารย์ไม่ได้ร่วมประชุมด้วย แต่จะมาคอยเลียบๆ
เคียงๆ สังเกตการ เมื่อเห็นว่าทำท่าจะตกลงกันไม่ได้
แต่ละคนเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด ท่านจะสั่งให้หยุดประชุม
ทันทีด้วยค่าพูดที่เรียบง่ายแต่เฉียบขาด
“เรื่องประชุมคงอีกยาวนะกว่าจะจบ มานั่งสมาธิ
กับยายก่อนเถอะ"
เมื่อนั่งสมาธิกับท่านประมาณชั่วโมงสองชั่วโมงจน
ใจใสแล้วท่านให้ประชุมกันต่องานก็ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
นี่คือต้นแบบของนักปกครองผู้มีธรรม ผู้มีอำนาจย่อมใช้
อำนาจบังคับปกครองคน แต่ผู้มีธรรมย่อมใช้ความรัก
เมตตาธรรมครองใจคน
คุณยายมีความชาญฉลาดในการให้กำลังใจแก่
หมู่คณะ และรู้หลักของเศษฐศาสตร์อย่างน่าทึ่งทีเดียว มี
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คุณยายมีถุงกระดาษสีน้ำตาล
เก่าๆ อยู่ใบหนึ่ง เวลาลูกศิษย์กราบถวายปัจจัยให้คุณยาย
ใช้ส่วนตัว ท่านก็จะเก็บสะสมไว้ในถุงใบนี้ เมื่อตัดสินใจ
สร้างวัด ท่านเทปัจจัยในถุงใบนี้ออกจนหมด ปรากฏว่ามี
เงินอยู่เพียง ๓,๒๐๐ บาท ทุกคนเห็นแล้วก็นิ่งเงียบ
หลวงพ่อหัดตชีโว ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้บวช จึงถามขึ้นว่า
“เรามีเงินทุนอยู่เพียงเท่านี้แล้วจะสร้างวัดสำเร็จได้อย่างไร"
คุณยายไม่ตอบ กลับย้อนถามว่า “คุณเด็จ ถ้าเราจะสร้าง
คนให้เป็นคนดีมีศีลธรรม ยอมเสียสละอุทิศชีวิตให้พระพุทธ
คาสนาขึ้นมาในโลกนี้ลักคนหนึ่ง จะต้องใช้เงินสักเท่าไร"
คุณยายได้รับคำตอบว่า “หมดเงินไปเป็น ๑๐๐ ล้าน ก็ยัง
ไม่แน่ว่าจะสร้างขึ้นมาได้สักคน” คุณยายอมยิ้มแล้วพูดว่า
"ก็ตอนนี้ยายมีคนดีๆ อย่างพวกคุณมานั่งอยู่ตรงหน้านี้แล้ว
ตั้ง ๑๑ คน แสดงว่ายายมีเงินทุนอยู่แล้วไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐
ล้าน เท่านี้ยังไม่พอสร้างวัดให้สำเร็จอีกหรือ คอยดูนะ
ยายจะเอาถุงใบนี้แหละใส่เงินสร้างวัด"
นี่คือคำตอบของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐ
ศาสตร์ ตามหลักเศรษฐศาสตร์บอกไว้ชัดเจนว่าทรัพยากร
ที่มีคุณค่ามากที่สุดคือทรัพยากรมนุษย์ ประเทศใด
บ้านเมืองใดมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญเชิงวิชา-
การและเปี่ยมด้วยคุณธรรมความรับผิดชอบต่อตัวเองและ
ส่วนรวมมากที่สุด บ้านเมืองนั้นก็มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
ยุคใดโลกมีผู้ปกครองที่มีทศพิธราชธรรมอย่างพระเจ้า
จักรพรรดิ แม้เพียงพระองค์เดียว ก็สามารถปกครองโลก
ให้สงบร่มเย็นได้ ในขณะเดียวกันยุคใดที่ผู้นาชาติมหา
อำนาจไร้คุณธรรมแม้เพียงคนเดียวประเทศเดียว ก็ย่อม
ก่อสงครามความเดือดร้อน สร้างความพินาศให้โลกได้
ภายในพริบตา
เพราะฉะนั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สร้างคนดี
ที่โลกต้องการ แม้จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล
เพียงใดก็คุ้มค่ากับการทุ่มเทลงไป ยิ่งคนดีมีศีลธรรม เกิด
ขึ้นมากมายเพียงใด โลกก็ยิ่งสงบร่มเย็น ยิ่งเจริญรุ่งเรือง
มากขึ้นเท่านั้น แต่วิชาเศรษฐศาสตร์ทางโลกกับเศรษฐ
ศาสตร์เชิงพุทธนั้นต่างกันดังที่หลวงพ่อหัตตชีโวหรือพระ
ภาวนาวิริยคุณ ท่านได้อธิบายในเชิงของการเอาไปใช้ได้
ในชีวิตจริง จากหัวข้อธรรมในพระไตรปิฎก เรื่อง
ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หรือเรียกว่าหัวใจเศรษฐี ธรรมะ ๔
ข้อนั้นมีว่า
๑.
ทรัพย์เป็น
๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการหา หรือหา
๒.อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา หรือการ
เก็บเงินเป็น
๓.กัลยาณมิตตตา มีเพื่อนดีหรือสร้างคนดีที่โลก
ต้องการให้เกิดขึ้น
๔.สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตเป็นใช้จ่ายพอสมควรแก่ฐานะ
กินอยู่แต่เพียงพอดี ทรัพย์ส่วนที่เหลือก็เอาไปแบ่งปัน
กัลยาณมิตร ๆมภาพันธ์ พ.ศ. ๒*®*
ส