ความตระหนี่ของพราหมณ์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2545 ฉบับที่ 2 หน้า 170
หน้าที่ 170 / 204

สรุปเนื้อหา

จะได้ตุ้มหูใส่ประดับอวดหน้าอวดตาต่อเพื่อนบ้าน กดับได้ ตุ้มหูเกลี้ยงๆ มาคู่หนึ่ง ความตระหนี่ของผู้เป็นพ่อก็ตกมา สู่ทายาทผู้เป็นสุดที่รัก ชาวบ้านจึงขนานนามลูกของ พราหมณ์ว่า มัฏฐกุณฑลี แปลว่า หนุ่มตุ้มหูเกลี้ยง คือไม่ มีลายไม่มีความวิจิตรใดๆ เลย (กล่าวดูถูกล้อเลียน) อยู่ต่อมา มัฏฐกุณฑลี ก็เกิดล้มป่วยด้วยโรคที่ยากจะเยียวยารักษา และด้วยความตระหนี่ของพราหมณ์ ก็ปิ๊งไอเดียแบบ ความตระหนี่อีกแล้ว จึงไปหาหมอด้วยแล้วก็ถามว่า คน ป่วยมีอาการอย่างนี้ๆ ใช้ยาอะไรรักษา จนรู้ตัวยาแล้วก็ ไปหาซื้อมารักษาด้วยตนเอง กาวทำอะไรแต่ละอย่าง ผู้มี ประสบการณ์ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่พราหมณ์ไม่มี ประสบการณ์เลยมีแต่ความตระหนี่ แทนที่ลูกจะมีอาการ ดีขึ้นกลับนับวันมีแต่จะทรุดลงๆ จนสุดท้ายพราหมณ์ยอม ฟังนางพราหมณีผู้เป็นภรรยา จึง

หัวข้อประเด็น

- ความตระหนี่ของพราหมณ์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

จะได้ตุ้มหูใส่ประดับอวดหน้าอวดตาต่อเพื่อนบ้าน กดับได้ ตุ้มหูเกลี้ยงๆ มาคู่หนึ่ง ความตระหนี่ของผู้เป็นพ่อก็ตกมา สู่ทายาทผู้เป็นสุดที่รัก ชาวบ้านจึงขนานนามลูกของ พราหมณ์ว่า มัฏฐกุณฑลี แปลว่า หนุ่มตุ้มหูเกลี้ยง คือไม่ มีลายไม่มีความวิจิตรใดๆ เลย (กล่าวดูถูกล้อเลียน) อยู่ต่อมา มัฏฐกุณฑลี ก็เกิดล้มป่วยด้วยโรคที่ยากจะเยียวยารักษา และด้วยความตระหนี่ของพราหมณ์ ก็ปิ๊งไอเดียแบบ ความตระหนี่อีกแล้ว จึงไปหาหมอด้วยแล้วก็ถามว่า คน ป่วยมีอาการอย่างนี้ๆ ใช้ยาอะไรรักษา จนรู้ตัวยาแล้วก็ ไปหาซื้อมารักษาด้วยตนเอง กาวทำอะไรแต่ละอย่าง ผู้มี ประสบการณ์ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่พราหมณ์ไม่มี ประสบการณ์เลยมีแต่ความตระหนี่ แทนที่ลูกจะมีอาการ ดีขึ้นกลับนับวันมีแต่จะทรุดลงๆ จนสุดท้ายพราหมณ์ยอม ฟังนางพราหมณีผู้เป็นภรรยา จึงตามหมอมารักษา เนื่องจากโรคได้กำเริบอย่างรุนแรงถึงขั้นโคม่าแล้ว หมอ แต่ละท่านก็ได้แต่พูดเอาตัวรอดว่า จะต้องรีบไปทำภารกิจ อย่างอื่นต่อ ก็คือเป็นการปฏิเสธแบบไว้ลายของหมอ ไม่ ยอมที่จะพูดว่าตนเองรักษาไม่ได้ แต่ก็เสี่ยงเอาเหตุผล อย่างอื่นมาแทน หมอที่มารักษาแต่ละคนล้วนก็พูดว่า ตนเองไม่ว่าง ตนเองไม่สะดวกจะรักษา พราหมณ์ก็พอรู้ เลคหมอ จึงรู้ว่า อาการของลูกสุดที่จะหาทางรักษาแล้ว และด้วยความตระหนี่อีกนั่นแหละ แทนที่จะหาที่ดีๆ ให้ ลูกชายได้พักผ่อนเหมาะแก่สภาพของคนไข้ กลับดีดว่า ถ้ามีญาติรู้ว่า ลูกชายของตนใกล้จะตายแล้วมาเยี่ยม ถ้า ให้พักในบ้าน พวกญาติก็จะเห็นสมบัติ ก็เลยสัมปทานที่ หน้าบ้านซึ่งเป็นชานติดถนน จัดแจงให้ลูกได้นอนโทรม อยู่ตรงนั้น เป็นพุทธกิจประจำทุกเช้ามืดขององค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์คือทรงตรวจดูผู้ที่จะทรงไป โปรดในแต่ละวันและในวันนั้นมัฏฐกุณฑลีผู้อาภัพตั้งแต่เกิด ได้ปรากฏในญาณทัสนะ พอสุริโยทัยสมควรแก่เวลา ได้ เสด็จไปยังบ้านของมัฎฐกุณฑลี ทรงทราบว่ามัฏฐกุณฑลี นอนตะแคงตัวเข้าหาตัวบ้าน มีพระประสงค์ให้ได้เห็น พระองค์ จึงทรงเปล่งพระรัศมีที่รุ่งเรืองด้วยสีทั้งหกออก จากพระวรกายให้กระทบที่ฝาบ้าน มัฏฐกุณฑลีไม่ได้หลับตา พอเห็นแสงกระทบฝาก็ดีดสงสัยถึงที่มาพลิกตัวกลับไป ๐๖๘ กัลยา เร่ว กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕ เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงรุ่งเรืองอยู่ด้วยพระรัศมี และลักษณะมหาบุรุษ มีพระวรกายสวยสดงดงามอยู่อย่าง นั้น ก็เกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างมาก มัฏฐกุณฑลีจึงเกิด ความดีดว่า เรานี้ช่างโชคไม่ดีเอาเสียเลย เพราะมีพ่อเป็น มิจฉาทิฐิมีความตระหนี่ ตั้งแต่เกิดมาไม่มีโอกาสได้ทำ ทานรักษาศีลหรือเจริญภาวนาเลย ถึงอย่างไรก่อนตายขอ ยังใจให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอคิดได้ดังนั้น ก็ทําใจให้มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ผูกสมัครรักใคร่เคารพ บูชาอย่างไม่ให้ใจเคลื่อนไปไหนเลย เมื่อพระสัมมา สัมพุทธเจ้าทรงทราบว่า โอกาสที่เขาจะได้ไปสวรรค์ด้วย อานิสงส์ที่ยังใจให้เลื่อมใสในพระองค์ได้มีแล้วก็เสด็จจากไป พอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากไปไม่นาน เขาได้ละจากโลก ไปด้วยใจที่มีแต่ความเลื่อมใส ส่งผลท่าให้ไปเกิดเป็น เทพบุตรผู้มีบริวารมากมายเป็นจํานวนพันมีวิมานทองสูงถึง ๓๐ โยชน์ กล่าวถึงพราหมณ์ เมื่อลูกชายได้จากไป วันๆ ก็ ไปป่าช้าร้องห่มร้องไห้อาลัยอาวรณ์ถึงทุกวัน การกระทำ อย่างนี้ก็จัดอยู่ในประเภทไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งนํ้าตา (ตัวอย่างนี้ ชัดจริง) เมื่อเทพบุตรซึ่งอยู่ในดาวดึงสพิภพ ตรวจลูสมบัติของตนและทราบขัดแจ้งกระจ่างใจว่า วิมาน ทองพร้อมทิพยสมบัตินี้ ได้มาด้วยการทาความดีเพียง อย่างเดียวคือทำใจให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ เกิดความอัศจรรย์ใจยิ่งนัก แต่พอเล็งแลไปยังมนุษยโลก เห็นแต่พอเอาแต่พิไรรำพันคิดถึงตนอยู่ทุกวัน ก็เลยคิดว่า พราหมณ์ผู้โง่ เป็นมิจฉาทิฐิ ตอนเรามีชีวิตไม่เห็นจะ ขวนขวายเอาใจใส่ดูแลเราสักเท่าไร มีแต่ความตระหนี่ เมื่อเราจากโลกแล้วว่าเป็นเสียอกเสียใจแทบเป็นแทบตาย ครั้นปรารภเหตุดังกล่าวจึงคิดจะสั่งสอนให้ได้สำนึกกลับ ตัวเป็นสัมมาทิฐิ เลยแปลงเป็นมัฏฐกุณฑลอย่างเดิมมายืน ร้องไห้อยู่ข้างๆ ในป่าช้า พราหมณ์พอได้เห็นดังนั้นก็ พลอยให้นึกถึงลูกชาย ถามขึ้นว่า พ่อหนุ่ม มายืนร้องไห้ อยู่ทำไม อยากจะได้อะไรหรือ ถ้าอยากจะได้อะไรบอกมา เดี๋ยวลุงจะหามาให้ ขอให้บอกเถอะ ที่ถามไปเช่นนี้แกคง สำนึกตัวได้บ้างว่า แกอยากจะให้สิ่งที่ไม่เคยให้ลูกตนเอง โดยมีมาณพหนุ่มที่หน้าตาคล้ายลูกเป็นผู้รับแทน อดีต มัฏฐกุณฑสีพอได้ฟังดังนั้นก็สบโอกาสเหมาะที่จะกำราบ
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More