ข้อความต้นฉบับในหน้า
อัปสรายิ้มเห็นฟันอยู่แต่ยังหาไม่พบ เขาเลยหัวเราะบอก
ว่าคุณมาหาทำไมถึงข้างบนปรางค์ประธานนี้ โน่น อยู่ที่
ผนังโคปุระทางด้านตะวันตกโน่น ผมบอกเขาว่าผมไปดู
มาแล้วไม่เห็นมี เขาบอกว่าถ้าคุณเดินดูตามธรรมดาจะไม่
มีทางเจอเพราะอยู่ที่ผนังด้านนอก ต้องปีนเลาะระเบียง
ออกไปดูจึงจะเห็น ผมจึงถึงบางอ้อ...ออเป็นอย่างนี้เอง
ว่าแล้วก็รีบไต่บันไดลงมาจากปรางค์ประธานตรงรี่ไปยัง
โคปุระด้านตะวันตก แล้วก็ได้เจอเธอสมดังความปรารถนา
รูปจำหลักอันวิจิตรตระการตาของอัปสราที่อยู่
เบื้องหน้าผมขณะนี้มีขนาดและสัดส่วนใกล้เคียงกับมนุษย์
ทั่วไป ยิ้มของเธอดูอ่อนโยนบริสุทธิ์สดใสและเปี่ยมด้วย
ไมตรีจิต ฟันงามทั้ง ๕ ที่เผยอ
ชี่ที่เผยออกมาจากรอยยิ้มที่เบ่ง
บานเป็นการบ่งบอกถึงความปรารถนาดีและความจริงใจ
ยิ้มอย่างนี้สิ...ใช่เลย ยิ้มที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น
สบายใจ เป็นยิ้มจากสวรรค์ต่างจากยิ้มของมนุษย์ทั่วไปที่
ยากจะวางใจ เพราะยิ้มของคนมีหลายเลศนัย มีทั้งยิ้มแย้ม
ยิ้มเย้ย ยิ้มเยาะ ยิ้มทั่ว ยิ้มยวน ยิ้มเหยียด ยิ้มหยัน หรือ
ทำกันได้แม้กระทั่งซ่อนดาบไว้ในรอยยิ้ม
ผมยังจำรอยยิ้มพิมพ์ใจและภาพเหตุการณ์วัน
นั้นได้อย่างแม่นยำ ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นของ
วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ผมเอื้อมมือไปสัมผัสรูป
จำหลักอัปสราอย่างแผ่วเบาพร้อมกับพูดว่า “ซัวสเดย
อัปสรา เรามาจากเมืองไทย อยากจะถือโอกาสนี้เชิญท่าน
ไปร่วมงานบุญใหญ่กับพวกเราที่วัดพระธรรมกายในวันที่
๒๒ เมษายนนี้ อย่าลืมไปให้ได้นะ” ที่ผมพูดเชื้อเชิญออก
ไปเช่นนี้ก็เพราะช่วงเวลานั้นจิตใจของผมกำลังจดจ่อกับ
การจัดงานในวันคุ้มครองโลก ๒๒ เมษายน ซึ่งจะมีการ
จัดสอบตอบปัญหา “พระแท้” และจะมีพระภิกษุสามเณร
มาร่วมงานกันนับแสนรูป ถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ ผมเจอ
ใครเป็นต้องชวนเขาไปร่วมงานด้วย ไม่ว่ามนุษย์หรือเทวดา
ผมอาจจะตาฝาดไปที่เห็นเธอยิ้มกว้างกว่าเก่า
ราวกับจะรับรู้หรือรับคำเชิญของผม คิดว่าถ้าขึ้นอยู่ต่อไป
©๕๖ กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ พ.ศ. (๐๔®๕
คงจะไม่ค่อยดี ใครมาเห็นเข้าเขาจะหาว่าอีตาคนนี้คงจะ
บ้ามายืนคุยกับรูปจำหลักอยู่ได้ ก็เลยต้องลาเธอออกมา
เพื่อไปสมทบกับหมู่คณะที่กำลังจะเดินทางกลับกันพอดี
รวมกลุ่มกันถ่ายภาพหมู่ที่หน้ามหาปราสาทไว้เป็นที่ระลึก
โดยมีคณะถ่ายทำสารคดีชุดท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจาก
ก่อนอำลาจากนครวัดพวกเราส่วนหนึ่งได้มา
เมืองไทยซึ่งบังเอิญอยู่แถวนั้นมาร่วมสมทบด้วย
โอ...อัปสรา
พวกเราออกจากนครวัดมาด้วยอาการอ่อนล้า
แต่ทว่าอิ่มอกอิ่มใจที่ได้มีโอกาสมาพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์
ของโลกที่เป็นมรดกตกทอดมายาวนานเกือบพันปี บางที
เมื่อมีโอกาสผมอาจจะกลับมาใหม่ เพราะยังมีอะไรที่น่าลู
น่าศึกษาค้นคว้าอีกไม่น้อย โดยเฉพาะรอยยิ้มจากอัปสรา
นางนั้น
แม้จะอิ่มอกอิ่มใจเพียงใด แต่พวกเราก็ควรจะ
ต้องอิ่มท้องด้วย ดังนั้นก่อนจะกลับเข้าโรงแรมที่พัก คณะ
ของเราจึงได้ไปแวะอิ่มอร่อยที่ร้านอาหารร้านเดิมแต่
เปลี่ยนเมนูใหม่เพราะติดใจรสอาหารร้านนี้เสียแล้ว
เพลิดเพลินกับอาหารการกินและการสนทนาปราศรัยกัน
ไปพอสมควร กว่าจะกลับถึงโรงแรมที่พักก็ตกเกือบสามทุ่ม
ถึงกระนั้นบางคนยังมีแรงชวนกันออกไปชอปปิ้งต่อเพราะ
เห็นว่ารุ่งขึ้นก็จะกลับเมืองไทยพวกที่เหาะกลับคงไม่สู้กระไร
แต่สำหรับผมพอนึกถึงการเดินทางแบบทุรยาตราตาม
เส้นทางระหว่างเสียมเรียบ-ปอยเปตแล้ว ขอเลือกพักเอา
แรงอยู่ที่โรงแรมดีกว่า
ก่อนนอน ผมสวดมนต์นั่งสมาธิอธิษฐานกลั่นบุญ
แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่ามนุษย์หรือเทวดา
ขอจงมีสุขสวัสดีโดยถ้วนหน้า แผ่เมตตาเสร็จแล้วกะว่าอีก
ลักพักก็จะนอน เมื่อยังไม่ง่วงก็เลยนั่งสมาธิต่อไปเรื่อยๆ
นั่งไปนั่งมาบางครั้งก็นั่ง บางครั้งก็เคลื่อน บางครั้งก็เคลิ้ม
...เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ มารู้ตัวตอนที่มีแสงสว่าง