ข้อความต้นฉบับในหน้า
หลวงพ่อดอบปัญหา กองบรรณาธิการ
ปฏิบัติธรรมกันคนละสาย
ไม่ใช่เรื่องแตกแยก
ก่อนอื่นพวกเราต้องรู้ก่อนว่า ในด้านของการปกครอง พระพุทธ
ศาสนาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น ๒ สาย สายธรรมยุติและสายมหานิกาย
ซึ่งเรารู้กันมานาน ถ้ามองว่าเป็นความแตกแยกก็มองได้ แต่ว่าแทนที่จะมอง
อย่างนั้น ทำไมเราไม่มองให้รวมกันล่ะ
สงฆ์เองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สงฆ์ในรุ่นใหม่ซึ่งมีการศึกษาสมัยใหม่
ร่วมยุคร่วมสมัยกับพวกเรา ได้มองกันว่า มันเป็นความสะดวกในด้านของการ
บริหารมากกว่า เหมือนกับการบริหารบ้านเมือง เราแบ่งกันเป็นภาค เป็นเขต
หรือทหารก็แบ่งเป็นทหารเรือ ทหารอากาศ ทหารบก อะไรทำนองนั้น ถ้ามอง
ในลักษณะนี้เราจะไม่เห็นถึงความแตกแยก
ต้องยอมรับกันว่า การที่จะปรับปรุงอะไรขึ้นมาใหม่ ของใหม่ย่อมจะ
ต้องแตกต่างจากของเก่า ถ้ามองแบบจับผิดจะบอกว่าแตกแยก มันก็แตกแยก
แต่ถ้ามองว่าเวลาจะปรับปรุงอะไร ก็ต้องอย่างนี้ ก็กลายเป็นความดีอย่างหนึ่ง
ถ้ามองอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องการพัฒนาร่วมกันไป
เมื่อเรามองการปกครองสงฆ์ในแง่ของการพัฒนาร่วมกันแล้ว คราวนี้
เรามาดูมุมมองด้านสายการทำงาน โดยเฉพาะความเชื่อหรือทิศทางในการ
เผยแผ่พระพุทธศาสนาของแต่ละสำนัก
เนื่องจากสติปัญญาของพวกเรา เมื่อไปเทียบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หรือเหล่าพระอรหันต์ในยุคต้นๆ เรายอมรับว่าเราสู้ไม่ได้
ทำไมใช้คำว่าสู้ไม่ได้ คุณโยมคงได้ยินที่พระพุทธองค์ทรงเคยอุปมาไว้ว่า
ดอกบัวมีหลายประเภท คือบัวพ้นน้ำ บัวปริ่มน้ำ บัวใต้น้ำ และบัวใต้ตม เรา
เคยได้ยินกันมา
บางคนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศน์สั้นๆ กลางถนน เลยนะ “เห็น
สักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น ลิ้มรสสักแต่ว่าลิ้ม
รส สัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส” ทรงเทศน์แค่นี้ผู้นั้นได้เป็นพระอรหันต์กลางถนน
ส่วนเราได้ยินแล้ว ก็คงถามว่า “อะไร” เพราะปัญญาของคนไม่เท่ากัน เมื่อเป็น
อย่างนี้การสอนของพระพุทธองค์ก็มีหลายระดับ พระองค์ท่านก็ป้อนให้ใน
ระดับที่พอเหมาะกับสติปัญญาของลูกๆ
เพราะฉะนั้น เมื่อสมัยพุทธกาลก็มีการแบ่งสายเหมือนกัน ดวย
สติปัญญาอย่างนี้ไปสายนี้เถอะ สายแรกท่านเรียกว่าสายปริยัติ คือสายในด้าน
ถาม : หลวงพ่อคะ การที่พูดว่า
พระวัดนั้นกับวัดนี้ปฏิบัติธรรม
กันคนละสาย จะมองว่าเป็น
ความแตกแยกของสงฆ์ไทยได้
หรือไม่คะ
กัสย แขน, กุมภาพันอ พ.ศ. ๒๕๕๕ 6m