ข้อความต้นฉบับในหน้า
แพทย์ก็ว่า ฉันสำคัญที่สุด จริงๆ ก็สำคัญ
ทั้งหมดมันไล่ตามสายมาอย่างนี้
เมื่อคนที่กำลังฟีกอยู่ยังไม่บรรลุธรรมสูงสุด ก็จะ
มีความเห็นว่าสายโน้นดีกว่า สายนี้ดีกว่า ตกลงก็เลย
กลายเป็นว่าเกิดแบ่งเป็นสาย ด้วยสาเหตุจากความถนัด
ของครูบาอาจารย์ที่สอนให้ นี่ก็ก่อให้เกิดเป็นสาย จริตถูก
กับอัธยาศัยของเรา นกก็จะไปอยู่กับนก เนื้อก็จะไปอยู่กับ
เนื้อ ปลาก็จะไปอยู่กับปลา ก็ก่อให้เกิดเป็นสาย แต่อย่า
มองว่าเป็นสายเพราะเกิดจากความแตกแยก
ท้าวความอีกนิด มีอยู่วันหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าทรงยืนอยู่ในวัดเขตวันมหาวิหารกับมหาเศรษฐีอนาถ
บิณฑกะ ตอนเช้าพระเดินจงกรมกันเป็นกลุ่มๆ พระพุทธ
องค์ทรงชี้ให้ท่านเศรษฐีดู "ท่านเศรษฐีเห็นพระสารีบุตรไหม"
“เห็นพระพุทธเจ้าข้า”
“สารีบุตรลูกเราเจ้าปัญญาฉลาดเหลือเกินเป็น
เลิศในเรื่องปัญญา ไม่มีพระอรหันต์องค์ไหนเทียบเท่า
พระที่เดินตามหลังมาก็เป็นพวกเจ้าปัญญาทั้งนั้น กลุ่มนั้น
ทั้งกลุ่มเจ้าปัญญา หัวแถวเจ้าปัญญากแถวก็เจ้าปัญญา
ตาม"
“เธอเห็นโมคคัลลานะไหม” “เห็นพระพุทธเจ้าชา
"ไม่มีใครเลิศในเรื่องฤทธิ์เท่ากับพระโมคตัลลานะ
เลยนะ พระที่เดินตามหลังก็สามารถเหาะเห็นเดินอากาศ
ได้ทั้งกลมนั่นแหละ"
“องค์โน้นพระอนุรุทธ เรื่องตาทิพย์ไม่มีใครเกิน
พระที่เดินตามหลังมาก็ล้วนตาทิพย์ทั้งนั้น”
แล้วพระพุทธองค์ทรงสรุปว่า “ท่านเศรษฐี หมู่
สัตว์ทั้งหลายแยกหมู่แยกกลุ่มกันตามธาตุในตัว"
ธาตุในที่นี้หมายถึง ธาตุแท้ในตัว หรือคุณธรรม
ที่เป็นจริตอัธยาศัยเฉพาะตัวๆ จะแยกเป็นกลุ่ม เราต้อง
เห็นภาพนี้ให้ชัด
คนในยุคนี้ส่วนมากจะอยู่ในลักษณะที่เอาเหตุเอาผล
เราถูกฟักกันมาอย่างนั้น เมื่อเอาเหตุเอาผลกัน จะต่างกับ
ปู่ย่าตาทวดอย่างไร ปู่ย่าตาทวดท่านสอนด้วยศรัทธา
บางกลุ่มนอกจากศรัทธาแล้ว ใช้ความเคร่งครัดด้วย ถ้า
ไม่ทำเดี๋ยวแม่ตีนะ ไม่ได้อธิบายด้วยว่าเรื่องนั้นคืออะไร
แต่ว่าถ้าไม่ทำแล้วแม่จะตี เพราะฉะนั้น ที่ทำนะ เพราะ
กลัวแม่ดี แต่เด็กเดี๋ยวนี้ไปแบบนั้นไม่ค่อยยอมนะ ถ้า
อธิบายไม่ได้จ้างมันก็ไม่ทำ มันเป็นยุคเอาเหตุเอาผล
ตรงนี้ ถ้าสำนักไหนก็ตามเจ้าสำนักมีนิสัยอย่างไร
ชอบอะไร เช่น เจ้าสำนักมีนิสัยเป็นนักวิชาการ ลูกศิษย์ก็
สายวิชาการทั้งสาย ถ้าเจ้าสำนักเป็นประเภทชอบสั่ง แต่
ไม่ชอบสอน ต้องอย่างนี้นะถ้าไม่อย่างนี้ไม่ได้ ไม่ยอมนะ
เขาก็ไปของเขาตามอัธยาศัย เจ้าสำนักนี้รักการนั่งสมาธิ
เวลาปูพื้นฐานให้ลูกศิษย์จะเริ่มต้นด้วยการนั่งสมาธิ พอใจ
สบายกันดีแล้ว ก็จะมาสอนทุกเรื่องในพระพุทธศาสนา
สมมุติก็แล้วกันว่าที่วัดนี้ รักการนั่งสมาธิ เพราะ
เห็นว่าคนในรุ่นนี้ หนึ่งเจ้าเหตุเจ้าผล สองเป็นยุคที่แข่ง
กับเวลา เครียดง่าย อย่ากระนั้นเลยให้นั่งสมาธิก่อน เมื่อ
นั่งสมาธิเรียบร้อยดีแล้ว ค่อยไปศึกษาเรื่องศีล แล้วก็
เรื่องธรรม จากนั้นไปต่อกันด้วยปัญญา แต่เริ่มต้นจาก
สมาธิแล้วย้อนลงไปที่ศีลวกกลับไปที่ปัญญา
บางท่านเป็นนักวิชาการ ท่านค้นมาตลอดชีวิต
ใครมาถึงวัดท่านปับ ท่านคว้าพระไตรปิฎกมาอธิบาย คุณ
ท่องไปทำความเข้าใจไป สมาธิวางไว้ก่อนมาศึกษาพระ
ไตรปิฎกเป็นต้ๆ กันเลย นั่นคือที่มาสำนักเรียนบาลี เรียน
นักธรรม เมื่อได้ภาคทฤษฎีทั้งหมดแล้ว ก็ไปเลยเข้าป่า
ไปฟักเอาเอง แต่วงจรของทุกสำนักจะต้องทำให้ครบทั้ง ศีล
สมาธิ และปัญญา
จะเริ่มจากตรงไหนเราไม่ว่ากัน หลวงพ่อปัญญาฯ
ท่านเป็นพระนักเทศน์ ท่านมีประสบการณ์สูง ฉะนั้น
ลูกศิษย์ท่านจะได้รับการสอนให้แจกแจงโน่นๆ นี่ๆ ให้
ละเอียดยิบเลย เมื่อเข้าใจแล้วไปนั่งสมาธิเอาเอง ท่าน
สอนพระ
ระไตรปิฎกก่อนแล้วจากนั้นจึงนั่งสมาธิ
บางแห่งไม่ใช่อย่างนั้น ให้เรียนภาคทฤษฎีก็ท่อง
ไม่ไหว ให้นั่งสมาธิก็เมื่อย อย่ากระนั้นเลย ไปช่วยด้าน
สังคมสงเคราะห์เถอะ ว่าแล้วก็เลี้ยงเด็กกำพร้าอะไรต่ออะไร
ในเวลาเดียวกันก็สร้างวัดไปด้วย รักษาศีลของท่านไปด้วย
แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านทั้งศีล สมาธิ ปัญญา เพียงแต่
ว่า อัธยาศัยท่านถนัดอย่างไร ท่านจะเอาอย่างนั้น หน้า
ถ้าคุณโยมเข้าใจอย่างนี้ คณะสงฆ์ก็จะไม่ได้แตกแยกอย่าง
ที่เข้าใจ
๕๖
11 เม? กุมภาพันธ์ พ.ศ.
lodiacd