ข้อความต้นฉบับในหน้า
อสูรตนหนึ่งชื่อ “ราหู” ไม่ยอมหลงกลแอบมาดื่มน้ำอมฤต
ไปได้อีกหนึ่ง พระอาทิตย์กับพระจันทร์โคจรมาเห็นเข้าจึง
ไปฟ้องพระนารายณ์ พระนารายณ์ได้ขว้างจักรตัดราหู
ขาดเป็น ๒ ท่อน ทำให้ราหูผูกโกรธพระอาทิตย์กับ
พระจันทร์มาแต่ครั้งนั้น ครั้นพบพระอาทิตย์และ
พระจันทร์โคจรผ่านมาจึงจับกลืนกินเข้าไปในปาก แต่กิน
ทีไรก็หลุดออกมาทางท้องที่ขาดทุกที นี้คือที่มาของ
ตำนานการเกิดสุริยคราสและจันทรคราส ให้พวกเราหลง
เคาะบีบเคาะกะละมังจนบุบไปหลายใบ โถ...ถึงยังไงก็ต้อง
คายออกมาอยู่ดี ไม่รู้จะโง่เคาะไล่กันไปทำไม
อันที่จริงตั้งใจจะพูดถึงเรื่องก่าเนิดของอัปสรา
เพียงสั้นๆ แต่มันบังเอิญไปเกี่ยวพันกับเรื่องของเทพและ
อสูรเข้าด้วย ก็เลยยังอิรุงตุงนังอย่างนี้แหละ คิดเสียว่ารู้
เอาไว้ไปเล่าให้ลูกหลานฟังก็แล้วกัน
ภาพขยายให้เห็นว่าทหารสยามเดินทัพไปทันหน้ามาหุยกันไป
ซีเรียสนี่ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่ากองทัพไทยยกมาช่วยใน
ฐานะพันธมิตร มิใช่กองทัพเมืองขึ้นจึงเดินไปคุยกันไปใคร
จะทำไม
ใช่แล้ว....บรรพบุรุษไทย
ในบรรดารูปจำหลักมากมายที่นครวัดนี้มีอยู่ ๒ รูป
ที่ผมตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่าจะมาดูให้เห็นกับตา คือรูปจำหลัก
กองทัพจากสยามกับรูปจำหลักอัปสรายิ้มเห็นฟัน สาหรับ
รูปจำหลักกองทัพจากสยามหรือ “เลียมกุก” นั้น หาไม่ยาก
อยู่ที่ระเบียงทางด้านทิศใต้ เป็นภาพที่คนไทยส่วนใหญ่
เมื่อมาถึงแล้วมักจะถามหา คงอยากมาดูให้รู้ให้เห็นว่า
บรรพบุรุษของเราเมื่อราวพันปีก่อนนี้มีรูปร่างหน้าตาเป็น
อย่างไร ผมเชื่อฝีมือช่างของเขาว่าคงถอดแบบมาได้
ใกล้เคียงความจริง เพราะเทียบลูกับรูปจำหลักทหารจีน
แล้วเห็นว่าเขาแกะสลักได้เหมือนมาก ดูปุบก็รู้เลยว่า
หน้าตาแบบนี้ต้องจีนแน่ๆ
บางคนมาเห็นภาพจำหลักกองทัพสยามแล้วไป
วิจารณ์ให้เสียหายว่าเป็นกองทัพที่ไร้ระเบียบ เพราะเห็น
ภาพทหารบางคนเดินทัพไปก็ยังหันหน้ามาคุยกัน อันนี้
ผมว่าเป็นการมองอะไรในแง่ร้ายเกินไปสักหน่อยผมเองดู
แล้วยังภูมิใจที่เห็นทหารไทยเดินทัพอย่างสบายๆ ไม่
การได้มาพบเห็นภาพเลียมทุกที่นครวัดนี้ มัน
ทำให้ผมเกิดความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเราได้ดั้นด้น
มาตามหาบรรพบุรุษจนพบกระนั้น ท่านรอพวกเราอยู่
ตรงนั้นนานแล้ว รอให้ลูกหลานไทยตามมาดูให้เห็นกับตา
ว่าครั้งหนึ่งกองทัพสยามอันเกรียงไกรเคยยาตรามาแสดง
แสนยานุภาพ ณ แผ่นดินนี้
ยิ้มอย่างนี้สิ...ใช่เลย
หลังจากตามหาบรรพบุรุษไทยพบสมประสงค์ไป
ส่วนหนึ่งแล้วทีนี้ก็เหลือแต่ภารกิจในการตามหาอัปสรา
ยิ้มเห็นฟันอีกรูปหนึ่ง ก็อย่างที่บอกไว้แล้วว่ารูปนี้ผมเดิน
หาดูจนตาลาย หาจนอ่อนใจหาเท่าไรก็ไม่เจอจนกระทั่ง
ใกล้เวลาจะกลับ บังเอิญไปพบนักท่องเที่ยวจากเมืองไทย
กลุ่มหนึ่งจึงเข้าไปทักทายไต่ถามได้ความว่ามาจากโคราช
เพิ่งมาเที่ยวนครวัดเป็นครั้งแรกและแสดงควา
ความชนชม
ว่าที่นี่ใหญ่โตเหลือเกิน เดินดูตั้งนานก็ยังลูได้ไม่ทั่วเขา
ย้อนถามผมว่าลทั่วแล้วหรือยัง ผมตอบว่ายังไม่ทั่ว
เหมือนกันพร้อมกับปรารภกับเขาว่าผมกำลังเดินตามหา
กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕
๑๕๕