ข้อความต้นฉบับในหน้า
2.3 ประโยชน์ของกัลยาณมิตรต่อโลกในพระไตรปิฎก
การรู้จักคบคนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะเมื่อเราคบกับใคร เหมือนกับเราได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ
กันและกัน ชีวิตดำเนินได้ถูกต้องหรือผิดพลาดจะมีผลต่อทั้งสองฝ่าย ใครก็ตามที่ได้คบหากับบัณฑิตผู้เป็น
กัลยาณมิตร ชีวิตเหมือนมีโชคอย่างมหาศาล เพราะโดยธรรมชาติของบัณฑิต จะเป็นผู้คิด พูด และจะทำ
แต่กรรมดีๆ เป็นบุญกุศล เมื่อเรามีโอกาสได้คบคนอย่างนี้แล้ว จะทำให้เราได้โอกาสสั่งสมบุญบารมีเพิ่มพูน
ตามไปด้วย เท่ากับว่าได้แก้วสารพัดนึกที่ทรงคุณค่าสูงสุดของชีวิต ดังพระบาลีว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรดี ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
เกิดขึ้นหรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรดี
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป”
ในมหานารทกัสสปชาดก กล่าวว่า
ในสมัยหนึ่ง มีพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า อังคติ ทรงเสวยราชสมบัติในกรุงมิถิลามหานคร
ณ วิเทหรัฐ ทรงเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการรบมาก เมื่อกรีฑาทัพไปโจมตีข้าศึกหรือแสวงหาเมืองขึ้น ก็
ทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง ในคืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงคืนหนึ่ง พระเจ้าอังคติราช ทอดพระเนตรเห็น
ดวงจันทร์ แจ่มกระจ่าง ส่องสว่างกลางรัตติกาล เห็นแล้วทรงมีความสบายพระทัย จึงปรึกษากับอำมาตย์
ที่ปรึกษา ทั้ง 3 ท่านว่า คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงส่องสว่าง เราควรจะเสด็จไปที่ไหนดี
อลาตมหาอำมาตย์ได้ฟังดังนั้นกราบทูลว่า “ขอให้พระองค์จัดกองทัพ ไปรบกับข้าศึกตามหัวเมือง
ต่างๆ ที่ยังไม่ได้ขึ้นตรงต่อเมืองของเรา” ต่อจากนั้น สุนามอำมาตย์ทูลขึ้นว่า ในเมื่อพระองค์มีทรัพย์สมบัติ
มากมายแล้ว ควรแสวงหาความสุขจากสมบัติเหล่านั้นให้เต็มที่ สมกับความเหนื่อยยาก ที่ได้ออกไปรบทัพ
จับศึกและได้ชัยชนะกลับมา เมื่อพระราชาสดับถ้อยคำของอำมาตย์ทั้งสองท่านแล้ว ทรงนิ่ง ยังไม่ตัดสิน
พระทัยอะไร ส่วนอำมาตย์อีกท่านหนึ่งชื่อวิชัยได้กราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น เราควรเข้าไปหานักปราชญ์ผู้ทรง
ความรู้ สนทนาธรรมกับท่านเพื่อประดับสติปัญญาเถอะพระเจ้าข้า
เมื่อพระเจ้าอังคติราชสดับเช่นนั้นทรงเห็นดีด้วย อลาตมหาอำมาตย์จึงแนะว่ามีนักปราชญ์ท่านหนึ่ง
ซึ่งเขาลือกันว่าเป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ เป็นเจ้าคณะ พวกเราน่าจะไปกราบท่าน เมื่อสดับดังนั้นพระราชา
ทรงเห็นชอบ จึงรับสั่งให้จัดขบวนทัพเข้าไปหาอเจลกะ พอเสด็จไปถึงก็ได้สนทนากันถึงเรื่องของการทำบุญ
ให้ทาน ว่ามีผลเป็นอย่างไร บุญบาปมีจริงไหม อเจลกะบอกว่า การทำความดีมันไม่ดีหรอก คนเราเมื่อทำ
ความชั่วหรือทำความดี พอทำไปถึงระยะหนึ่งแล้วประมาณ 84 กัป ทุกคนก็จะบริสุทธิ์หมด เพราะฉะนั้น
ปมาทาทิวรรคที่ 9, อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต มก. เล่ม 32 ข้อ 96 หน้า 154.
* กัลยาณมิตตตาทิวรรคที่ 8, อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต มก. เล่ม 32 ข้อ 72 หน้า 142
*มหานารทกัสสปชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก มก. เล่ม 64 ข้อ 834-892 หน้า 205-229.
28 DOU บ ท ที่ 2 ค ว า ม สำ คั ญ ข อ ง กั ล ย า ณ มิตร