ข้อความต้นฉบับในหน้า
105
ข้าพเจ้้ำกล่าวการอบรมจากหลายสรูปมาจากอาจารย์ ท่งอบเสก อุบลสก ทั่งพระ
ทั้งมวล จนสามารถกล่าวได้ว่า วิธีการฝึกทั้งสิ้นวิธีรนั้นพอเข้าใจได้หลายส่วน และ
สรุปได้ว่า การฝึกทั้งหมดที่กล่าวไว้ในสูตรสมรรถ สามารถแบ่งออกได้เป็นหมวดใหญ๋
สามหมวดด้วยกันตามผลของการปฏิบัติ
หมวดที่หนึ่ง เมื่อฝึกแล้วถ้ายังไม่ถึงที่สุดจะเกิดความรู้แทบไม่มีความเห็น
(รู้ไม่ทันเห็น) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเปิดสวิทย์ไฟ เราก็จะไฟฟ้าจะวิ่งไปตามสายเข้าสู่
หลอดไฟแล้วก็เกิดแสงสว่าง แต่เราไม่คยเห็นว่าพลังงานรูปนั้นบุรงชัดเจนอย่างไง
ให้การฝึกในหมวดที่หนึ่งนี้ได้แก่การ เพ่งอสงฅ และกำหนดลมยใจเข้าเป็นต้น
เมื่อฝึกแล้วจะเกิดความรู้ในสภาวะธรรมได้รว่มมาก รั้วทำบุญย่อมได้บรรลุจริง ทำ ว่า
ย่อมได้บรรลุจริง ร่านร่มจริงและสวรรค์จริง ฯลฯ
และพอมาว่าเคยเห็นหรือว่ามิกไม่นอกรงตามร่องรอยของพระศาสนา
หมวดที่สอง เมื่อฝึกแล้วจะเกิดความเห็นแต่ไม่มีความรู้ (เห็นไม่ทันซึ้ง) ยก
ตัวอย่าง เช่น เด็กๆ ไปนอนรับมะเลยมาเข้า และเห็นว่าพระอาทิตย์ขึ้นจะออก
ครืนเย็นลงก็เห็นพระอาทิตย์ลับไปตามทิศทะวันตกเห็นวนเวียนอย่างทุกวัน แต่เด็ก
ไม่มีโอกาสรู้ว่าโลกกลม
การฝึกในหมวดนี้ ได้แก่การฝึก เพ่งสมาธิ ต่างๆ เช่นเพ่งวงกลม ลวงกลม
เป็นต้น แต่เอาองค์ไปรังออกกาย เมื่อฝึกจนเห็นนิมิดวงกลมแล้ว สามารถจะ
เห็นเหตุการณ์ขึ้นหน้า หรือรถสวรรค์ได้ เมื่ออยู่ในสมาธิ อาจจะเห็นว่า นาย ก.
ถ่ออกจากบ้านไปในวันนี้จะต้องถอดรบกรณ์ตนตนาย แห ก ไม่ทราบว่าเพราะอะไรจึงเป็น
เช่นนั้น หรืองเห็นนิมายา ข. ออกจากบ้านในวันนี้จะต้องไปโลกล ก และไม่ทราบว่า
เพราะอะไรเช่นกัน ทั้งนี้เพราะการเห็นไม่ค่อยถูกต้องเท่าที่ควร จึงทำให้ชื่อดวง แทน
ที่จะถูกฎรร้ม
ผู้ที่ฝึกในหมวดนี้นั้นมักจะไม่ยอมเชื่อว่า ผู้ที่ฝึกในหมวดที่สองสามารถเห็น
อะไรเปล่า ฯ และพวกที่ฝึกในหมวดที่สองก็ไม่ซื้อว่าผู้ฝึกในหมวดนั้นจะรู้เรื่องอะไรเกิน